ปัญหาสังคมนั้นเกิดจากอะไร ทำไมจึงมีการกระทำผิดเกิดขึ้นอยู่ทุกวันในปัจจุบันนี้หนำซ้ำยังทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วิธีแก้ปัญหาของรัฐบาลส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจะมีประสิทธิภาพเท่าที่ควรเพราะเอาแต่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น เด็กมีเพศสัมพันธ์ก็มุ่งทำลายสื่อทางเพศ เรื่องสุราก็ออกกฎหมายห้าม แถมยังบังคับโดยใช้กฎระเบียบต่างๆซึ่งค่อนข้างทำลายสุขภาพจิตเด็กๆ
อนึ่งคำว่า “ห้าม” บางครั้งคนก็ชอบแหก เพราะคิดว่าเป็นเรื่องท้าทายและอีกอย่าง คำว่าห้ามก็แค่บอกให้คนห้ามทำสิ่งเหล่านั้น แต่ไม่ได้สอนให้คนรู้ว่าควรทำสิ่งใด ครับ การลงโทษก็เหมือนกัน ผู้กระทำผิดมักใส่ใจกับผู้คุมและวิธีการลงโทษมากกว่าใส่ใจการกระทำของตัวเอง
จิตวิทยาเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าสนใจมากครับถ้าจะใช้แก้ปัญหาสังคมเหล่านี้ แต่ก่อนจะนอกเรื่อง ผมว่าเรามาดูทฤษฎี “จิตวิทยาลูกโซ่” กันเถอะครับ
จะนิยามจิตวิทยาลูกโซ่ดังนี้นะครับ
จิตวิทยาลูกโซ่คือสภาพจิตใจหรือสุขภาพจิตที่สืบต่อมาจากปู่ย่าตายาย บิดามารดา บุตร หลานไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุดครับ มันค่อนข้ามมีความสำคัญมากต่อสังคมและประเทศชาติ ยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่ง ปู่ย่าตายายมีสุขภาพจิตดีเลี้ยงดูพ่อแม่ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ ต่อจากนั้นพ่อแม่ก็สามารถเลี้ยงดูลูกให้โตเป็นคนสุขภาพจิตดีได้และลูกก็ย่อมเลี้ยงหลายให้มีสุขภาพจิตที่ดีได้เช่นกัน ถ้าหากไม่มีอะไรผิดพลาด ครอบครัวนี้ก็จะเป็นครอบครัวที่ดีมีสุขภาพจิตที่ดีต่อไปอีกหลายชั่วอายุเป็นลูกโซ่ แต่ถ้าหากว่าระหว่างนั้นเกิดความผิดพลาดขึ้น เช่น ลูกไม่ได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่พอสมควรและเติบโตเป็นคนมีปัญหา เป็นไปได้สูงที่เขาจะเลี้ยงหลานแบบขาดความอบอุ่นและโตขึ้นเป็นคนมีปัญหาและหลานก็จะเลี้ยงเหลนแบบไร้ความรักความอบอุ่นต่อไปอีก ครอบครัวนั้นก็จะกลายเป็นครอบครัวสุขภาพจิตเสียและจะสืบทอดต่อไปอีกหลายชั่วอายุหรือตลอดไปเป็นลูกโซ่เช่นกัน
จากทฤษฎีนี้ผมพอจะสรุปปัญหาสังคมออกมาได้ว่าเกิดจากการเสื่อมสมดุลทางจิตจากคนรุ่นก่อนๆซึ่งมันก็จะถ่ายทอดมาถึงรุ่นหลังๆได้เสมือนลูกโซ่ ดังนั้นการจะแก้ไขปัญหาสังคม หลักโดยรวมๆคือการดูแล “จิตวิทยาลูกโซ่” ของทุกครอบครัวให้ดีให้สมบูรณ์และไม่มีปัญหา
แต่ผมว่าถึงแม้ว่าพ่อแม่จะสามารถเลี้ยงลูกให้ความอบอุ่นเพียงพอแต่สำหรับยุคนี้สมัยนี้มันก็ยังไม่พออยู่ดีที่จะช่วยรักษาจิตวิทยาลูกโซ่ได้เพราะว่าครอบครัวไม่ใช่สิ่งเดียวที่มีอิทธิพลต่อเด็ก ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกครับ
โรงเรียน ครับ โรงเรียนก็เช่นกันที่เป็นอีกปัจจัย เด็กบางคนที่บ้านทำดีแต่ที่โรงเรียนทำไม่ดีก็มี คงอยากประชดครูน่ะครับ เพราะในบางครั้งการลงโทษที่ทางโรงเรียนจัดมาก็รุนแรงจนเกินไปทำให้สมดุลทางจิตของเด็กเสื่อมไป เด็กที่ไม่มีความสุขในการเรียนมักจะเรียนได้ไม่ดี และมักจะขยาดการเรียนวิชานั้นๆเพราะคิดว่าวิชานั้นยากจนเกินไปแต่ในความจริงเป็นเพราะความวิตกกังวลต่างหาก หากเป็นเช่นนั้นมันก็จะเป็นปมด้อยติดตัวไปและยิ่งการพบปะของเด็กที่มีปมด้อยก็จะพอกันไปไม่ถูกทาง โตขึ้นก็เป็นไปได้สูงที่ว่าเด็กเหล่านี้จะไม่สามารถเลี้ยงลูกของตนเองอย่างอบอุ่นได้ซึ่งแน่นอนว่าจิตวิทยาลูกโซ่ของครอบครัวแบบนี้ก็จะเสื่อมสมดุลและสืบเนื่องปัญหาแบบนี้ต่อๆไปกลายเป็นครอบครัวที่ไร้ความอบอุ่น
สื่อ นี่ก็เป็นอีกปัจจัยนึงนะครับที่จะทำให้เกิดการเสื่อมสมดุลทางจิตวิทยา พ่อแม่บางคนถึงจะเลี้ยงลูกมาดีบางครั้งก็ไม่สามารถสอนให้เด็กรู้จักยับยั้งชั่งใจได้ หรือบางคนเล่นตามใจจนเด็กเคยตัว บางคนที่ฐานะไม่ดีพอก็พยายามแกล้งเบี่ยงเบนความสนใจ อย่าดูถูกว่าเด็กไม่รู้นะครับ บางครั้งอาจเข้าใจผิดคิดว่าพ่อแม่ไม่รักก็ได้ เรื่องของสื่อที่มีอิทธิพลนี่ก็ได้แก่ของจิปาถะต่างๆเช่น มือถือ มอเตอร์ไซ กล้อง เรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหานักหากพ่อแม่รู้จักจิตวิทยาในการสอนลูกให้ยับยั้งชั่งใจได้ แต่ครอบครัวที่ให้ความอบอุ่นเต็มที่ที่ไม่รู้วิธีการสอนเด็กให้ยับยั้งชั่งใจก็จะเกิดปัญหาครับ บางคนบอกว่าสมัยก่อนไม่เห็นมีปัญหาแต่ทำไมสมัยนี้จึงมี คำตอบก็คือสมัยก่อนไม่มีสื่อมากมายขนาดนี้ ดังนั้นปู่ย่าตายายจึงสบายกันเพราะไม่ต้องไปกังวลว่าเด็กจะไปติดสื่ออะไรเพราะสมัยก่อนอย่างมากก็แค่มีวิทยุตัวเดียวนั่งฟังกันสิบกว่าคนแหละครับ มันไม่เหมือนสมัยนี้ สื่อยิ่งมากเราก็ยิ่งต้องรู้จิตวิทยาให้มากๆเพื่อเอาไปสอนเด็กๆ ไม่แน่ว่ายุคต่อไปสื่อที่ว่านี้จะยิ่งรุนแรงกว่านี้หรือไม่ หากเด็กยุคนี้ไม่สามารถควบคุมตนเองได้และหลงไปตามสื่อ ยุคหน้าคงไม่ต้องพูดล่ะครับเพราะเด็กยุคเราที่มัวหลงสื่อคงทำอะไรไม่ถูกหากเผชิญกับยุคต่อไปที่ลูกๆของพวกเขายิ่งบ้ากว่าเก่า ซึ่งนั้นล่ะจิตวิทยาลูกโซ่ของแทบทุกครอบครัวจะเสื่อมสมดุลตลอดกาล
ชุมชน ต้องยอมรับกันนะครับว่าวิถีชีวิตของแต่ละชุมชนแตกต่างกัน ชุมชนนี่แหละที่มีอิทธิพลต่อคนทุกเพศทุกวัย แต่เรื่องนี้ก็ไม่น่าจะมีอะไรมาก เพราะวิถีชีวิตของชุมชนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเท่ากับในเมือง ปัญหาชุมชนมันเป็นปัญหาต่อเนื่องจากการเสื่อมสมดุลทางจิตวิทยาลูกโซ่ของหลายครอบครัวครับ บางครอบครัวเล่นแค้นกันมาตั่งแต่รุ่นปู่ย่าตายายมาถึงรุ่นหลานก็ยังแค้นกันอยู่ ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วย่อมแก้ไขยากโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนสูงวัยเพราะสิ่งเหล่านี้ได้ฝังลึกลงในใจเสียแล้ว แต่เราก็ไม่ควรไปสนับสนุนให้ลูกหลายสานต่อความแค้นของเรานะครับ
รูปแบบของจิตวิทยาลูกโซ่
จิตวิทยาลูกโซ่อธิบายได้หลายหลายรูปแบบมากตามตาคนจะเอาไปประยุคใช้ แต่สำหรับผมจะอธิบายแบบพอสังเขปดังนี้
จิตวิทยาลูกโซ่แบบครอบครัว เป็นสภาพจิตใจคนคนรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่งไปเรื่อยๆทอดยาวกันเป็นลูกโซ่ซึ่งการสืบต่อสภาพจิตใจอาจเป็นได้ทั้งทางบวกและทางลบดังที่กล่าวไว้แล้ว
จิตวิทยาลูกโซ่ศิษย์อาจารย์ นี่ก็คล้ายกัน หากแต่ต่างกันตรงที่เปลี่ยนจากปู่ย่าตายายพ่อแม่เป็นอาจารย์ใหญ่ อาจารย์และศิษย์ไปเรื่อยๆซึ่งการสอนในบางครั้งก็มีอิทธิพลต่อเด็กที่จะเป็นครูในอนาคต ครูที่ถูกสอนมาไม่ได้เรื่องย่อมสอนศิษย์ไม่ได้เรื่อง
จิตวิทยาลูกโซ่แบบชุมชน เป็นการสานต่อสภาพจิตโดยรวมของชุมชนจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง หากชุมชนนั้นอยู่ดีมีสุข ลูกหลานในชุมชนก็จะสานต่อให้เป็นชุมชนมีสุขสืบต่อไปอีกหลายรุ่นเป็นลูกโซ่ แต่ถ้าวิถีชีวิตชุมชนตรงข้ามกันยังไงลูกหลานก็จะสืบสานต่อให้เป็นอย่างนั้น
สรุป จิตวิทยาลูกโซ่คือหลักจิตวิทยาที่ว่าด้วยการสานต่อสุขภาพจิตจากรุ่นสู่รุ่นไปเรื่อยๆหลายรุ่นเป็นลูกโซ่ซึ่งการสานต่อสุขภาพจิตอาจเป็นได้ทั้งทางบวกและทางลบ ถ้าเป็นทางลบผมจะขอเรียกว่าจิตวิทยาลูกโซ่ที่เสื่อมสมดุล
อย่าลืมนะครับว่าทุกอย่างล้วนอยู่บนความไม่แน่นอน ครอบครัวที่สุขภาพจิตไม่ดีต่อเนื่องเป็นลูกโซ่หลายชั่วอายุอาจพบบุคคลที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงผลให้เป็นตรงข้ามได้ ในขณะที่ครอบครัวที่มั่นใจว่าพวกตนเองดีมาตลอดอาจพบจุดพลิกผันได้หากประมาท จิตวิทยาเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมากและผู้ที่จะใช้จิตวิทยาในเชิงสร้างสรรค์ได้มีประสิทธิภาพก็ต้องเป็นผู้ที่มีพื้นฐานทางสุขภาพจิตดีเช่นกัน ปัญหาสังคมย่อมแก้ได้แต่ต้องรู้จักแก้ที่ตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก ดังนั้นเราจึงควรทำตัวเราให้เป็นพลเมืองทีดีก่อนที่จะแก้ไขปัญหาสังคมครับ่
วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น