ทฤษฎี ผู้คนทุกสภาพจิตมักแสวงหาความสมดุล (WebA)
อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าความสมดุลนั้นคืออะไร อธิบายง่ายๆได้ครับว่าคนเรามักต้องการสภาพจิตใจที่พอดี เช่น ดาราหรือนักการเมืองที่มีชื่อเสียงจะพยายามปลีกตัวออกจากสังคมไปหาความสันโดษบ้างเพราะว่าเขาอยู่ท่ามกลางสังคมมามากจนเกินพอดีแล้วในขณะที่คนเหงาไร้เพื่อนมักอยากจะเป็นคนสำคัญมีคนนับถือ มีผู้คนห้อมล้อมแต่ก็ไม่มีโอกาสดังนั้นพวกนี้จึงชอบเที่ยวตามสถานบันเทิงต่างๆเพราะต้องการเป็นที่สนใจของสังคม
เป็นที่น่าสังเกตว่านักการเมืองหรือผู้ที่มีอิทธิพลต่อการบริหารประเทศที่โด่งดังและมีความสามารถส่วนใหญ่นั้นไต่เต้าขึ้นมาจากบุคคลระดับล่างๆ อาจเป็นเพราะคนพวกนี้มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะต้องการสิ่งที่ตรงข้ามกับที่ตนเองได้รับมาบ่อยๆในวัยเด็กนั่นคือเป็นคนยากจนไม่มีฐานะและชื่อเสียง ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่ว่าคนพวกนี้จะมีพลังผลักดันในการไขว่คว้ามากกว่าคนที่มีฐานะดีอยู่แล้ว
คราวนี้ก็ลองมาดูตัวอย่างคนที่เกิดในฐานะดีกันบ้างนะครับ หากสังเกตดูเรามักจะเห็นลูกคนรวยไม่ค่อยชอบทำอะไร ไม่กระตือรือร้นเท่าเด็กด้อยโอกาสหากจะอธิบายโดยทฤษฏีนี้ก็เป็นไปได้ที่ว่า เด็กคนรวยได้รับเงินหรือชื่อเสียงมาพอสมควร ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความคิดที่จะแสวงหาสิ่งเหล่านี้อีก หากแต่อยากจะแสวงหาสิ่งตรงข้ามซึ่งส่วนใหญ่คือความอิสระครับ
ในอดีตผมลองศึกษาปัญหาสังคมในปัจจุบันจนกระทั่งค้นพบทฤษฎีนี้ขึ้นซึ่งสามารถใช้อธิบายปัญหาสังคมต่างๆได้ดีพอสมควร กรณีนี้ผมจะลองอธิบายกับเด็กวัยรุ่นที่ขาดความอบอุ่นกับเด็กวัยรุ่นที่ได้รับความอบอุ่นจากครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ
ในกรณีของเด็กวัยรุ่นที่ได้รับความอบอุ่นจากครอบครัวสม่ำเสมอพอสมควรแล้วที่โรงเรียนก็มีเพื่อนให้ความสนุกสนาน เด็กพวกนี้จะมีกำลังใจในการเรียนซึ่งการตั้งใจเรียนนี้แหละคือการออกห่างสังคมที่มากเกินไปสำหรับเด็กดังทฤษฎี เด็กตั่งใจเรียนมากกว่าปกติ เพราะไม่เคบรู้สึกเหงาและว้าเหว่ กลับบ้านก็มีความสุขอยู่โรงเรียนก็มีความสุข และการผลเรียนจะออกมาดี ผิดกับเด็กวัยรุ่นที่ไม่ได้รับความอบอุ่นหรือได้รับความอบอุ่นไม่เพียงพอ เด้กพวกนี้จะไม่มีกำลังใจในการเรียน ถ้าจะยกสัญลักษณ์ก็ EQ ต่ำ ส่งผลให้ IQ ต่ำตามด้วย เช่นเดียวกับเด็กขาดความอบอุ่นและไม่มีกำลังใจเรียน เด็กพวกนี้เมื่อขาดความอบอุ่นจึงพยายามแสวงหาความอบอุ่นซึ่งโดยมากจะชอบแสวงหาจากเพื่อนฝูงหมู่คณะในรูปแบบของการไปเที่ยวสถานบันเทิง แต่ว่าถึงจะพอใจบ้างเมื่อกลับมาบ้านก็ต้องพบกับความเศร้าอีกอธิเช่นผู้ปกครองต่อว่าทำให้ความอบอุ่นลดลง ดังนั้นเด็กพวกนี้จึงต้องออกไปเที่ยวสถานบันเทิงกับเพื่อนอีกเพื่อเพิ่มระดับอารมณ์ความอบอุ่น แต่ส่วนใหญ่ที่เที่ยวแล้วก้มักจะหลงและความสามารถในการแก้ปัญหาก้จะลดลง เช่นเมื่อเจออะไรที่ทำให้เศร้าใจก็จะไปเที่ยวสถานบันเทิงเพื่อผ่อนคลาย อธิบายในแนวสัญลักษณ์ก็ EQ ต่ำ IQ ต่ำตามมา AQ (ความสามารถในการแก้ปัญหา)ก็จะต่ำลงมาด้วย และแน่นอนหลังจากเด็กไม่มีความอบอุ่น ไม่มีกำลังใจเรียน ไม่รู้วิธีแก้ปัญหา ศีลธรรม (MQ) ก็จะเสื่อมทรามลง เด็กจะเริ่มก้าวร้าวรุนแรง ไม่มีสัมมาคารวะ เด็กไม่มีศีลธรรม ตัวตัวแหลกเหลวเพราะไม่มีกำลังใจทำความดีและก็ไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร
EQ ลดส่งผลให้ IQ ลด AQ ก็จะลดตามลงมา และสุดท้าย MQ ก็จะลด
ครับทฤษฎีนี้สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าใคร สภาพจิตใจยังไงก็ล้วนแสวงหาความทสมดุลเสมอ คนที่อยู่ท่ามกลางสังคมมามากมักอยากปลีกตัวหาความสันโดษ คนที่โดดเดี่ยวก็อยากเข้าหาสังคม เด็กที่มีความอบอุ่นก็จะปลีกตัวออกจากความอบอุ่นโดยการเรียน อ่านหนังสือซึ่งเป็นการเข้าหาความสันโดษ เด็กขาดความอบอุ่นมักอยากเข้าหาสังคมจนไม่สนใจที่จะทำอะไรทั้งนั้น คนมีเงินบางทีก็ทำตัวเรียบง่ายธรรมดา คนไม่มีเงินก็ชอบแต่งตัวเพื่อให้คนอื่นมองว่าตนมีเงิน คนมีความรู้ก็ไม่ค่อยชอบคุยโวมากนักเพราะได้รับคำชมเสมอมาแล้ว คนไม่มีความรู้มักชอบคุยโวอวดนู่นนี่ประจำ ฯลฯ
เรื่องของการเข้าหาความเป็นกลางนี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ครับที่จะรักษาสมดุลของสภาพจิตใจ ส่วนผู้ที่ขาดความสมดุลทางลบในสภาพจิตใจมากๆก็มักจะเป็นบ้าหรือวิกลจริต เช่นคนไม่เคยมีลูกแต่อยากมีลูกก็เอาตุ๊กตามากอด บางคนสติดีหน่อยก็เอาสุนัขมาเลี้ยงแล้วเรียกว่าลูกแทน หรือแม้แต่คนชั่ว พวกเขาอาจเคยถูกกดดันทางสังคมหรือรัฐบาลในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังนั้นจึงเกิดความรู้สึกอยากล้างแค้น อยากดูถูกสังคมและรัฐบาลคืน การเป็นฆาตกรโรคจิตก็เกิดจากสภาวะขาดสมดุลของจิตใจครับ ผู้ที่ขาดสมดุลสภาวะจิตใจทางใดทางหนึ่งอย่างสุดๆก็มักอยากกระทำในสิ่งที่ตรงข้ามเพื่อชดเชยสภาวะที่ขาดไปอย่างสุดๆเช่นกัน ดังนั้นการกระทำจึงออกมาค่อนข้างชัดเจนและรุนแรงจนในบางครั้ง คนเหล่านี้ก็ถูกเรียกว่าผู้วิกลจริตหรืออธิบายแบบยืนยาวก็ผู้ที่ขาดสิ่งหนึ่งแบบสุดๆและอยากทำสิ่งตรงข้ามเพื่อชดเชยแบบสุดๆ
อนึ่งทฤษฎีนี้ยังสามารถอธิบายเพิ่มเติมได้อีกครับ
แนวคิดว่ามนุษย์ทุกคนที่สูญเสียสิ่งใดสิ่งหนึ่งชนิดที่หวนกลับมาไม่ได้มักปรารถนาที่จะชดเชยสิ่งนั้น
ครับตามแนวคิดเลย เช่น ชายชราคนหนึ่งไม่เคยไปเที่ยวสถานบันเทิงเลย ดังนั้นจึงคิดเสียดายในสิ่งนั้นและชดเชยด้วยการเที่ยวสถานบันเทิงอย่างหนัก
คนที่ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งมักอยากชดเชยสิ่งนั้นๆอย่างแรกกล้า แต่วิธีการชดเชยในบางครั้งก็ย่อมแตกต่างกันออกไป เช่น
-กระทำสิ่งนั้นๆอย่างหนักเพื่อชดเชยในสิ่งที่ตนเองเสีย
-ใช้คนอื่นเป็นตัวชดเชย ในกรณีนี้จะยกตัวอย่างนะครับ เช่น พ่อแม่ที่ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือมักต้องการที่จะผลักดันลูกให้เรียนสูงๆเข้าไว้เพื่อต้องการชดเชยในสิ่งที่ตนเองเสียไป ฯลฯ
ดังนั้นผมจะขอสรุปทฤษฎีนี้ว่ามีสองกรณีคือ
-ได้รับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากจนเกินไปจนเกิดความรู้สึกอยากจะชดเชยโดยการทำสิ่งตรงข้าม
-ไม่เคยได้รับสิ่งนั้นเลยจนเสียดายโอกาสของตัวเองเลยอยากจะชดเชยด้วยการทำสิ่งนั้นๆอย่างแรงกล้า
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น