วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ปัญหาสังคมกับการวิเคราะห์แนวทางแก้ไข



                ปัญหาสังคมกับการวิเคราะห์แนวทางแก้ไข (credit WebA)


 


                จากข่าวสารทางหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และสื่อต่างๆนั้นได้แสดงให้เห็นว่าปัญหาสังคมในปัจจุบันนั้นทวีความรุนแรงมากกว่าเมื่อก่อนมากและมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และปัญหาสังคมยังสามารถก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาเช่นปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการรุกรานธรรมชาติ การเห็นแก่ตัวของมนุษย์ก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อน ทั้งนี้ก็เกิดขึ้นมาจากปัญหาสังคม เกิดขึ้นจากคนที่ได้รับความกดดันซึ่งคนเหล่านี้มักจะไม่เห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ปัญหาสังคมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรปล่อยปะละเลยหรือมองข้ามและดูเหมือนว่าคนในหลายฝ่ายก็หันมาให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้


            ปัญหาสังคมนั้นมีหลายรูปแบบและมีความรุนแรงแตกต่างกัน เราอาจจะเห็นตัวอย่างมากมายในข่าวหนังสือพิมพ์ที่โดยมากจะเป็นข่าวอาชญากรรม ปัญหาสิ่งเสพติด ปัญหาการล่วงละเมิดไปจนถึงการก่อการร้าย อะไรเป็นสาเหตุของปัญหาสังคมเหล่านั้น อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเลือกที่จะทำผิด แล้วทำไมคนจึงกระทำสิ่งเหล่านั้นได้โดยไม่สนใจคนอื่นรอบข้าง ก่อนที่เราจะมองตรงจุดนั้นก็ลองมองตัวเราเองก่อนว่าหากชีวิตของเราได้รับความทุกข์มาตั่งแต่วัยเด็กแล้วเราจะสามารถเติบโตขึ้นเป็นคนดีของสังคมได้มากน้อยเพียงใด แล้ววันนี้เราได้ทำร้ายจิตใจของคนรอบข้างแล้วหรือยัง


                ต้นตอของปัญหาสังคมมาจากการไม่เข้าใจสภาวะของความทุกข์ครับ เป็นความกดดันของคนตั่งแต่เริ่มต้นชีวิตไปจนถึงบั่นปลายซึ่งเราควรที่จะทำการศึกษาเพื่อหาทางออกของปัญหาสังคมเหล่านี้


 


                ลองมาวิเคราะห์ถึงต้นตอของปัญหาสังคมกันครับ


 


                ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นก็มีความรุนแรงในหลายๆระดับซึ่งมีผู้กระทำผิดที่แต่งต่างกันออกไป และยังเป็นสาเหตุของปัญหาต่างๆได้ดังที่กล่าวมาแล้ว โดยมากเรามักจะมาเน้นในเรื่องของปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการล่วงละเมิดต่างๆ ปัญหาครอบครัว ปัญหาความเครียด ฯลฯ และหาทางแก้ไขจากปลายเหตุ ส่วนปัญหาสังคมอื่นๆก็ได้แก่ ปัญหาสิทธิส่วนบุคคล ปัญหาการจำกัดสิทธิ ปัญหาทางเศรษฐกิจสังคมซึ่งก่อให้เกิดปัญหาความเครียดและการกดดัน ปัญหาทางด้านการศึกษาเหล่านี้เป็นต้นซึ่งไม่ได้รับความสนใจมากเท่ากับพวกปัญหาอาชญากรรม


                อย่างที่เราทราบกันดีว่า การที่ปัญหาสังคมจะเกิดขึ้นนั้นมันก็เริ่มมาจากคนที่ได้รับความกดดันความกระทบกระเทือนทางจิตใจ แต่อะไรเป็นสาเหตุของความกระทบกระเทือนและความกดดันเหล่านั้นล่ะ นี่จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่เราจะเริ่มต้นแก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ


 


            ปัญหาจากครอบครัว


           


                ถ้าจะกล่าวถึงต้นต่อของปัญหาก็ต้องดูที่มนุษย์ และปัญหาความเครียดความกดดันซึ่งเป็นพื้นฐานของปัญหาสังคมอื่นๆนั้นก็สืบเนื่องมาจากสภาวะจิตใจของมนุษย์ที่ถูกขัดเกลามาตั่งแต่เด็ก เราอาจจะเริ่มมองตั่งแต่เรื่องของครอบครัวว่าครอบครัวไหนที่ผู้ปกครองใช้ความรุนแรง ใช้ความกดดันต่างๆควบคุมเด็กย่อมจะทำให้เด็กคนนั้นเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นผู้ที่จะก่อปัญหาสังคมในอนาคต อาจจะบังเอิญหรือไม่บังเอิญก็ได้ที่เด็กจะได้รับความกดดันจากครอบครัว ได้รับโทษอย่างไม่มีเหตุผล ดังนั้นสำหรับทุกครอบครัวในปัจจุบัน ผมคิดว่าวิชาจิตวิทยาสำคัญมากเพราะสังคมทุกวันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน เราไม่สามารถใช้กฎระเบียบและบทลงโทษอย่างเดียวได้เพราะการที่มีสื่อมีเครื่องอำนวยความสะดวกมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยย่อมก่อให้เกิดผลเสียคือคนเราจะหลงไปกับความทันสมัยไม่เห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆรวมไปถึงสภาวะจิตใจก็จะอ่อนแอลงตามลำดับ ดังนั้นผมจึงคิดว่าจิตวิทยาสำคัญสำหรับทุกครอบครัวซึ่งถ้าครอบครัวไหนรู้หลักการทางจิตวิทยาและประยุคใช้ได้อย่างเหมาะสมก็จะสามารถเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ได้


            แต่ถึงกระนั้นมันก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากในการจะเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ปกครองจากใช้กำลังให้หันมาใช้เหตุผล ใช้จิตวิทยาได้ คนส่วนมากไม่ค่อยเห็นความสำคัญกับเรื่องนี้และยิ่งเป็นคนที่เคยได้รับความกดดันมาแต่เด็ก แนวโน้มที่พวกเขาจะเลี้ยงดูเด็กจะเป็นเสมือนการประชดสิ่งที่ตนเองได้รับ เราอาจจะเห็นตัวอย่างดังกล่าวนี้ได้จากครอบครัวในชนบทซึ่งมักเลี้ยงดูลูกโดยใช้อารมณ์ หากลองไปถามดูก็พบว่าพ่อแม่เองก็เคยถูกเลี้ยงมาแบบเดียวกัน มันก็เปรียบเสมือนจิตวิทยาลูกโซ่ เป็นพฤติกรรมการกระทำที่จะถ่ายทอดไปเรื่อยๆจากรุ่นสู่รุ่นหากไม่มีรุ่นใดที่สามารถยุติพฤติกรรมประจำตระกูลได้


                พื้นฐานการได้รับความกดดันแบบนี้ยังส่งผลในระยะยาวได้อีกด้วย โดยเด็กที่ได้รับความกดดันหากโตขึ้นก็มักจะเป็นผู้ใหญ่เจ้าอารมณ์ เป็นพ่อแม่ที่ไม่มีเหตุผล เป็นผู้ประกอบการที่หวังผลประโยชน์ เป็นครูที่เห็นเพียงความคิดตัวเอง ในการปกครองก็คงเป็นผู้นำที่คอรับชั่นฉอราชบังหลวง หากมองดูพฤติกรรมแล้วเอามาสรุปโดยรวมก็คือเป็นผู้ใหญ่ที่คิดแต่เรื่องของตัวเองแต่ไม่เห็นความสำคัญของสิ่งอื่นๆ


            โดยปกติเราสามารถอธิบายความสัมพันธ์ของการได้รับความกดดันที่ส่งผลต่อปัญหาสังคมได้ดังนี้ ในมนุษย์จะมี EQ, IQ, AQ และ MQ ซึ่ง EQ หมายถึงความฉลาดทางอารมณ์เป็นตัวสำคัญที่สุดของสมดุลจิตใจมนุษย์ IQ หมายถึงความฉลาดและความรู้ AQ หมายถึงความสมารถในการแก้ปัญหาต่างๆ และ MQ หมายถึงคุณธรรม โดยมากที่เด็กจะกลายเป็นคนมีอคติและกลายเป็นคนก่อปัญหาสังคมจะเกิดจากโครงสร้างของ EQ ถูกทำลายอันมาจากสาเหตุทางครอบครัว พ่อแม่ใช้อารมณ์กับลูก ทางการศึกษา การกระทำที่เกินกว่าเหตุของครู หรือปัจจัยอื่นๆได้แก่ เข้ากับเพื่อนไม่ได้ เป็นคนมีปมด้อย ฯลฯ เมื่อ EQ ที่หมายถึงความฉลาดทางอารมณ์ถูกทำลายก็จะส่งผลให้เด็กนั้นมีอคติ มีความวิตกกังวลทำให้ IQ ความฉลาดทางวิชาการลดลงเพราะมัวแต่วิตกกังวล ไม่สามารถแสวงหาความรู้ใหม่ๆได้ซึ่งก็จะส่งผลให้ AQ ความสามารถในการแก้ปัญหาลดลงอันเนื่องมาจากความวิตกกังวลซึ่งตัวนี้อาจส่งผลซ้ำซ้อนให้ EQ ยิ่งถูกทำลายมากขึ้นและผลสุดท้ายคือ MQ หรือคุณธรรมก็จะหมดไปเพราะไม่มีกำลังใจที่จะทำ ดังนั้นพื้นฐานการแก้อคติจึงควรแก้ที่จิตใจหรือ EQ นั่นเอง


                หากแต่ว่าในบางครั้งสังคมที่กว้างใหญ่ทำให้เด็กมีโอกาสได้รับความกดดันในรูปแบบต่างๆได้มากมายถึงแม้ว่าในครอบครัวจะมีพ่อแม่ที่เอาใจใส่ดีมากหากปัจจัยอื่นๆที่มีอิทธิพลต่อเด็กไม่ดีโอกาสที่เด็กจะได้รับความกดดันและส่งผลต่อเนื่องไปจนกลายเป็นคนขาดคุณธรรมก็มีเช่นกัน  


                เราจะเปลี่ยนเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมและระบบครอบครัวนี้ได้อย่างไรในเมื่อสังคมทุกวันนี้มีคนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ได้รับความกดดันมากมายและหลายคนเป็นพ่อแม่ อีกไม่น้อยก็ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กในขณะที่คนที่เป็นผู้ใหญ่สมบูรณ์ มีเหตุมีผลเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆและไม่หวังผลประโยชน์ของตัวเองมีอยู่น้อย ปัญหานี้เราอาจพิจารณาที่เด็กรุ่นใหม่ เข้าใจสภาพสังคมและพยายามเปลี่ยนแปลงปัจจัยต่างๆที่มีอิทธิพลต่อเด็กเช่นคนในครอบครัว คนอื่นๆที่มีอิทธิพลต่อเด็กเช่นผู้ประกอบอาชีพครูเพื่อให้เด็กยุคใหม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผล มีสุขภาพใจที่ดีและสั่งสอนเด็กในยุคต่อไปให้ได้ดียิ่งขึ้นไปซึ่งมันเป็นไปได้ยากเพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้หมายถึงจะต้องเปลี่ยนแปลงผู้ใหญ่ที่มีปมด้อยทั้งหมดในสังคมก่อนซึ่งจะต้องทำตามขั้นตอนโดยเริ่มจากผู้มีอำนาจในสังคม ผมคิดว่าเป็นไปได้ยากจนอาจจะเป็นไปไม่ได้


                อนึ่งผู้คนมักตั่งตนเองเป็นบรรทัดฐานซึ่งเป็นกลไกในการพัฒนาตนเองอย่างหนึ่งทางจิตวิทยาตามแนวคิดของผม โดยมากผู้อาวุโสจะมีความยึดมั่นมากกว่าและยึดศักดิ์ศรีของตัวเองซึ่งคนทุกคนก็เป็นอย่างนั้น ดังนั้นกระบวนการเปลี่ยนแปลงขั้นแรกจึงควรใช้ผู้ที่อาวุโสมีความสามารถเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปและมีแนวคิดที่จะแก้ไขปัญหาสังคมอย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะการใช้จิตวิทยามาเป็นคนจุดชนวนการเปลี่ยนแปลงแนวคิดในหมู่ผู้อาวุโสด้วยกันและสืบต่อแนวคิดไปยังผู้อาวุโสที่มีอำนาจน้อยลงตามลำดับไปเรื่อยๆจนครอบคลุมทั้งหมดไปจนถึงผู้มีอิทธิพลต่อเด็กโดยตรง เราจึงจะสามารถเริ่มตนการเปลี่ยนแปลงกลไกทางสังคมอย่างมีประสิทธิภาพได้


                หากทำสำเร็จได้ดังกล่าวก็มีแนวโน้มได้ว่าเราจะผลิตเยาวชนยุคใหม่ที่มีสุขภาพจิตที่สมบูรณ์และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าต่อสังคมต่อไป


                กระบวนการของผมนี้อาจจะยังไม่สมบูรณ์พอเพราะปัญหาความกดดันนั้นยังสามารถจำแนกออกได้อีกมากมายซึ่งผมไม่สามารถจะเขียนบรรยายโดยละเอียดขนาดนั้นได้ อีกอย่างเราอาจจะเพิ่มเติมกระบวนการในภายหลังให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้


 


                ปัญหาสังคมจากระบบการศึกษา


 


                ต้นต่ออีกอย่างที่จะทำให้คนได้รับความกดดันและความเครียดได้คือระบบการศึกษาครับ สำหรับผมถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะครอบครัวเราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันได้แต่การศึกษานั้นมีการวางรากฐานมานานจนยากจะทำการแก้ไข ระบบการศึกษานั้นก่อให้เกิดปัญหาสังคมได้อย่างๆไร ขั้นแรกจะยกตัวอย่างจากโรงเรียนอนุบาล อาจจะมีบ้างที่ครูใช้วิธีลงโทษที่เกินกว่าเหตุซึ่งสำหรับเด็กที่มาจากครอบครัวที่ได้รับแต่ความกดดันแล้วก็จะยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงจิตใจได้ แต่สิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้สำคัญกว่านั่นคือการคบเพื่อน มีเด็กบางคนที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนได้ดังนั้นจึงถูกเพื่อนๆรุมรังแกซึ่งระบบการศึกษานั้นมักจะจำแนกเด็กออกเป็นห้องๆ ดังนั้นถ้าเด็กคนไหนไม่สามารถเข้ากับเพื่อนได้ก็จะถูกรังแกโดยที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ซึ่งจะทำให้เกิดการปลูกฝังอคติในใจเด็กคนนั้น แต่อย่างไรก็ดีหากครูสามารถดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพปัญหานี้อาจจะแก้ไขได้แต่ว่ามันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดกันครับเพราะเด็กๆชอบจะทำอะไรลับหลังเสมอ ดังนั้นคนที่จะมาเป็นครูควรมีความรู้ทางจิตวิทยาพอสมควร


                ต่อมาคือการศึกษาระดับประถมครับจากที่กล่าวมาว่าเด็กที่ได้รับความกดดัน ถูกเพื่อนรังแกมักจะเรียนได้ไม่ดีเท่าที่ควรอันเนื่องมาจากความกดดันและยิ่งหากมีการรังแกกันอยู่อีกเด็กคนนั้นจะมัวแต่วิตกกังวลจนเรียนไม่ทันเพื่อน ปัญหาอีกอย่างคือระบบการสอนที่ครูไม่เข้าใจเด็กจึงทำให้เกิดการลงโทษอย่างไม่สมเหตุสมผลซึ่งการลงโทษมีผลร้ายคือทำให้เด็กปลูกฝังอคติในการเรียนวิชานั้นๆซึ่งจะส่งผลต่อไปในระยะยาว การเรียนการสอนในบางครั้งเป็นการปิดกั้นเด็กๆหลายชีวิตในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆทำให้ไม่มีโอกาสได้เห็นจริงและรู้จริง สำหรับเด็กที่มีอคติย่อมรู้สึกอึดอัดไม่เกิดกำลังใจที่จะเรียน ดังนั้นรัฐบาลจึงส่งเสริมให้มีทัศนศึกษาแต่ก็คงจะไม่ช่วยแก้ไขอะไรได้มากสำหรับเด็กที่หลงไปกับสื่อและยิ่งเป็นเด็กที่มีอคติต่อวิชาที่เรียนก็ยิ่งไม่ได้อะไร เพราะว่าสื่อต่างๆนี้เข้าถึงเด็กได้ง่ายและเป็นสิ่งที่เด็กมักให้ความสนใจ ดังนั้นการแก้ไขในเรื่องนี้คือการปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีความสนุกสนานเป็นกันเองเหมือนอย่างครูสอนพุทธศาสนาท่านหนึ่งที่ทำสำเร็จมาแล้ว


                การสอบเข้าต่อมัธยมนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาทางจิตใจได้เหมือนกันสำหรับเด็กที่ไม่พร้อมหรือยังตัดสินใจไม่ได้อันเนื่องมาจากการสำเร็จการศึกษาทั้งที่ยังมีอคติ มีความวิตกกังวลซึ่งทำให้เด็กไม่พร้อมแม้แต่จะคิดหาโรงเรียนใหม่ ดังนั้นปัญหาจุดนี้ผู้ปกครอบหรือครูควรจะสร้างความพร้อมให้เด็กก่อนและไม่พยายามตอกย้ำในสิ่งที่จะทำให้เด็กเป็นกังวล เพราะความวิตกกังวลต่างๆจะปิดกั้นจิตใจของเด็กให้มัวหมกมุ่นกับเรื่องนี้


                การศึกษาระดับมัธยม เราสามารถเข้าใจโครงสร้างโดยรวมของปัญหาการศึกษาระดับประถมได้แต่สำหรับมัธยมนี้ผมคิดว่าจะรุนแรงกว่าเพราะวัยรุ่นเป็นวัยหัวเลี่ยวหัวต่อและอีกอย่างเด็กทุกคนต้องทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ในช่วง ม 1 และ ม 3 ซึ่งถ้าเข้ากับเพื่อนไม่ได้ก็เป็นปัญหาการโดนรังแกเช่นกันซึ่งมันก็จะรุนแรงกว่าในเด็กและสร้างความเสียหายให้สุขภาพจิตได้ดีกว่าเพราะวัยรุ่นคือวัยคึกคะนองชอบต่อต้าน ยิ่งวัยรุ่นช่วงปลายก็ยิ่งรุนแรง เราอาจจะเห็นวัยรุ่นบางกลุ่มหรือพวกเด็กมีปัญหาทำตัวต่อต้านกฎระเบียบ ผมเข้าใจว่าเด็กมีปัญหากลุ่มดังกล่าวพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าตนเองก็มีความคิดมีความสามารถซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากการถูกกดดันโดยครูอาจารย์มาก่อน แน่นอนครับว่าบทลงโทษบางอย่างนั้นไปสร้างแผลในใจเด็กเอาไว้ บางคนคิดแค่ยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะหลีกหนีการลงโทษ และวัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่มักมีอคติกับกฎระเบียบของโรงเรียนโดยเฉพาะการแต่งกาย ทรงผม เข้าใจว่าหลายคนต้องการแสดงเอกลักษณ์ของตนเองในขณะที่ทางโลกเรียนก็ต้องการให้อยู่ในกฎระเบียบ เด็กเลยเกิดอคติต่อโรงเรียน เกิดอคติต่อครูบาอาจารย์ นี้ก็เป็นความกดดันอย่างหนึ่งเช่นกันซึ่งสำคัญมากและสามารถส่งผลระยะยาวได้โดยทำให้เด็กประพฤติตัวในทางตรงข้ามกับระเบียบแม้จะจบไปแล้วเช่นกุ๊ยข้างถนน อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือการเรียนการสอนที่ว่าจำกัดกันแค่ห้องสี่เหลี่ยมและอาจมีบทลงโทษที่ไม่สมเหตุสมผล การขู่บังคบของครูเพื่อต้องการให้เด็กอยู่ในระเบียบโดยมากในโรงเรียนมักจะแบ่งเกรดของห้องต่างๆออกไปเป็นห้องดีและไม่ดี สำหรับเด็กที่อาศัยในห้องดีก็ดีไป สามารถเรียนไปได้โดยไม่มีปัญหาอะไรนอกจากอคติในกฎระเบียบหรืออื่นๆ แต่สำหรับห้องเรียนที่ถูกตราหน้าว่าดื้อ ครูโดยมากมักใช้อารมณ์ในการควบคุมเด็ก ชอบเหมารวมและด่าว่ากันทั้งห้องซึ่งในบรรดาเด็กในห้องอาจจะมีเด็กที่ขยันจริงจังอยู่ซึ่งเด็กจะไม่เข้าใจและเกิดอคติต่อครู ต่อวิชาที่เรียนต่อไปเช่นกัน ดังนั้นปัญหาการศึกษาส่วนใหญ่ที่พูดรวมๆควรจะเป็นปัญหาการขังคนในห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่เปิดกว้างและยัดเยียดอคติตามความประพฤติของทั้งห้อง


                ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างคือปัญหาการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเพราะช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่เด็กจะเครียดมากที่สุดสามารถดูได้จากสถิติการฆ่าตัวตายและการก่อปัญหาสังคมอื่นๆของเด็กวัยนี้ โดยส่วนตัวผมคิดว่าเด็กมักจะเลือกระบบรับตรงกันมากซึ่งระบบรับตรงก็จำเป็นจะต้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการคัดเลือกเด็กจากปริมาณที่มากมายซึ่งถ้าสอบได้ก็ไม่เป็นไร แต่ปัญหาสังคมและปัญหาทางจิตมันจะเกิดขึ้นกับคนที่สอบไม่ได้ ทำให้เด็กเสียกำลังใจและอีกอย่างมหาวิทยาลัยทุกแห่งจะไม่มีการคืนเงินค่าสมัครซึ่งสำหรับบ้านที่มีฐานะยากจนจะยิ่งทำให้เด็กเกิดอคติ หาทางออกไปไม่ได้ก็ก่อปัญหาสังคมงัดแงะขโมยของคนอื่น บางคนที่มีผู้ปกครองดุก็จะถูกด่าว่าจนหมดกำลังใจที่จะทำอะไรต่อไปอีก เด็กบางคนมัวแต่คิดวิตกกังวลจนต้องเสียโอกาสต่อๆมาซึ่งการเสียโอกาสต่อๆมาก็จะยิ่งทำให้เกิดความทุกข์ท้ายที่สุดจึงอยากไประบายกับคนอื่นหรือวิธีอื่นๆเป็นปัญหาสังคมไปในที่สุด และสำหรับการสอบเอนทรานซ์หรือระบบแอดมิชชั่นซึ่งถูกวางแผนให้เป็นการสอนอย่างหนึ่งโดยเน้นการพึ่งตนเองและการเอาตัวรอดนั้นในบางครั้งก็อาจเปลี่ยนคนดีดีให้กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวได้ ปัญหาสังคมที่ผมจะกล่าวนี้หมายถึงเด็กทุกคนจะทำทุกอย่างเพื่อตนเองโดยไม่แยแสคนรอบข้างเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับในขณะที่ปัญหาอีกอย่างก็คงจะหนีไม่พ้นการมีอคติกับระบบการสอบและกรรมการคุมสอบของเด็กที่ทำผิดกฎโดยอาจจะไม่ตั่งใจ


                ปัญหาสังคมขั้นต่อมาคือการเรียนในมหาวิทยาลัย แรกสุดคือการรับน้อง ทั้งหมดถูกจัดขึ้นเป็นการแสดงเพื่อทดสอบพฤติกรรมของรุ่นน้องโดยที่ในบางครั้งก็มีการกระทำที่เกินกว่าเหตุซึ่งผลที่ตามมาก็คือการบาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังให้ทำต่อไปเรื่อยๆซึ่งธรรมดามนุษย์มักจะปรารถนาที่ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คนรุ่นก่อนทำไว้ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้มนุษย์พัฒนามาได้ถึงขั้นนี้ ในนิสิตนักศึกษาก็เช่นกันที่มักคิดว่าจะต้องทำสิ่งที่เหนือกว่ารุ่นพี่ทำเอาไว้ผลที่ตามมาคือความรุนแรงของการรับน้อง หากจะอธิบายถึงสาเหตุอีกอย่างหนึ่งก็สามารถบอกได้ว่า ผลของความกดดันข้างต้นที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้นมีอิทธิพลต่อประเพณีการรับน้องซึ่งมันก็น่าจะเป็นอย่างนั้นจริงดังจะเห็นตัวอย่างของสถาบันต่างๆที่มีการรับนักศึกษาต่างกัน


                อนึ่งการสอนของมหาวิทยาลัยเด็กสามารถผ่านไปได้ด้วยดีหากมีพื้นฐานที่กล่าวมาทั้งหมกมั่นคง แต่ว่าถ้าพื้นฐานมีปัญหาการเรียนก็มักจะมีปัญหาไปด้วย นอกจากการเรียนยังอาจกล่าวถึงความสัมพันธ์ได้อีกด้วย มีข่าวปัญหาสังคมมากมายเกิดขึ้นจากฝีมือนักศึกษาทั้งนี้เพราะมีพื้นฐานที่ไม่มั่นคงและอคติใหม่ๆที่ได้รับมาอีกเช่นปัญหาการเรียนการสอน การเข้ากับเพื่อนไม่ได้ การชักจูงกันทำผิดซึ่งเกิดขึ้นกับผู้มีอคติสองคนขึ้นไป สิ่งเหล่านี้คือปัญหาสังคมและอีกอย่าง นักศึกษามักจะไม่ได้พักอยู่กับผู้ปกครอบ หากเป็นคนที่มีพื้นฐานไม่ดีดังที่กล่าวมาก็ยิ่งจะมีแนวโน้มเป็นกลุ่มเสี่ยง


โดยมากเรามักไม่ค่อยเห็นความสำคัญของปัญหาสังคมมากเท่ากระเป๋าของตัวเองใช่มั้ยครับ ก็ต้องยอมรับว่ามนุษย์เห็นแก่ตัวกันมากขึ้นซึ่งความเห็นแก่ตัวเหล่านี้ก็เกิดจากระบบการศึกษา เท่าที่ดูระบบการศึกษาจะเน้นแต่การเอาตัวรอดด้วยตนเองซึ่งเด็กก็ทำอย่างนั้นจริงๆแต่ไม่สนใจคนอื่นด้วย เรียกได้ว่าตัวใครตัวมันไม่ว่าจะเป็นการสอบแบบไหนๆ ระบบเหล่านี้แหละครับที่เป็นปมด้อยคอยขัดเกลาคนให้เห็นแก่ตัว เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวเลยพลอยก่อปัญหาสภาพแวดล้อมขึ้นโดยไม่รู้ตัว


โดยส่วนตัวผมคิดว่าปัญหาระบบการศึกษาปัจจุบันนี้ก่อให้เกิดปัญหาสังคมมากที่สุดเพราะมีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าครอบครัวมาก มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนผู้สอนที่แตกต่างกันออกไปซึ่งหากเป็นไปในทางลบ เด็กก็จะได้รับความกดดันจากครูหลากหลายรูปแบบ การคบเพื่อนก็เช่นกัน การที่เด็กเข้ากับเพื่อนไม่ได้และถูกปิดขังในห้องสี่เหลี่ยมเท่ากับเป็นการปิดทางหนี สภาพจิตใจของเด็กที่ถูกรังแกจะย่ำแย่มากแน่นอน การสอบในบางครั้งก็สร้างความกดดันไม่น้อยโดยเฉพาะการเปลี่ยนสถานศึกษาซึ่งถ้าเด็กไม่สามารถปรับตัวได้ก็จะได้รับความกดดันเป็นพื้นฐาน การสอบเข้ามหาวิทยาลัยนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นการสร้างความกดดันอย่างถึงขีดสุดทั้งผู้ปกครองและเด็กซึ่งสามารถดูได้จากปัญหาการฆ่าตัวตายของเด็กและสามารถส่งผลเป็นปัญหาสังคมในระยะต่อๆไปได้อีกด้วยและการศึกษาขั้นต่อๆไปในวิทยาลัยซึ่งเด็กที่มีพื้นฐานได้รับความกดดันอยู่แล้วก็จะส่งผลไปถึงตรงนั้นได้ เราอาจจะสรุปได้ว่าปัญหาสังคมไม่ว่าจะการกระทำผิดเล็กๆน้อยๆ อาชญากรไปจนถึงการก่อการร้ายก็เริ่มมาจากปัญหาความกดดันเหล่านี้ทั้งสิ้น


 


ปัญหาชีวิต


 


ถ้าจะกล่าวถึงปัญหาสังคมหลังจากนี้คือปัญหาชีวิตครับซึ่งคนเราก็มีแนวโน้มที่จะได้รับความกดดันในรูปแบบที่แตกต่างกันไปหลังจากนี้ ถ้าหากว่ามีพื้นฐานในวัยเด็กไม่ดีมา คนที่ถึงวัยผู้ใหญ่ก็ย่อมจะก่อปัญหาสังคมได้ไม่ยาก ปัญหาที่สามารถอธิบายต่อไปได้อีกคือปัญหาอาชีพ ปัญหาการเงิน ปัญหาคู่ครอบ ปัญหาครอบครัว ฯลฯ ซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่หนักพอสมควรในสังคมไทยและมีโอกาสเกิดได้กับทุกคน ส่วนปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาความขัดแย้งทั้งหมดนั้นโดยมากเกิดจากคนที่มีอคติ มีสุขภาพจิตไม่ดีมาตั่งแต่เด็กครับ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น