วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ทฤษฎีการเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน



ทฤษฎีการเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน


 


มนุษย์ทุกคนนั้นล้วนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันซึ่งนั่นก็คือการเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน หรือมักเปรียบเทียบขีดขวามสามารถของสิ่งต่างๆโดยเอาตัวเองเป็นมาตรฐานการวัด อย่างเช่น ชายคนหนึ่งมีความสามารถร้องเพลงเล่นดนตรีระดับหนึ่งเขาจึงมักเปรียบเทียบว่าคนที่เล่นดนตรีได้แย่กว่าเขานั้นคือพวกไม่เก่งแต่จะเปรียบเทียบว่าคนที่เล่นดนตรีดีกว่าเขาเป็นคนเก่งมีฝีมือมากซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็เป็นแค่การเปรียบที่ไร้ความหมาย มีหลายกรณีที่ยังสามารถอธิบายได้ เช่น คนที่คิดว่าตัวเองเก่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากมากแล้วมักจะมองว่าคนที่ด่อยกว่าเขาทุกคนคือคนไร้ความสามารถ ทฤษฎีนี้ไม่เพียงแต่ใช้อธิบายเรื่องความสามารถเท่านั้น หากแต่ใช้อธิบายในเรื่องฐานะศักดิ์ศรีและอายุได้อีกด้วยโดยมีตัวอย่างดังนี้


 


เศรษฐีคนหนึ่งมีทรัพย์สมบัติมากมายมีฐานะสูง อุปนิสัยโดยปกติของเขาจึงมักชอบดูถูกดูหมึ่นผู้ที่มีฐานะด้อยกว่า แต่สำหรับผู้ที่มีฐานะสูงกว่าเขาจะยกยอและถ่อมตน


 


ชายชราอายุมากคนหนึ่งคิดว่าตนมีประสบการณ์มากเพราะผ่านชีวิตมามากกว่าใครๆดังนั้นอุปนิสัยโดยปกติจึงมักจะดูหมิ่นผู้ที่อายุน้อยกว่า คิดว่ามีประสบการณ์ไม่เท่าตน แต่ถ้าพบผู้ที่มีอายุกว่าจะถ่อมตนให้ ผมพอสรุปได้ว่าเรื่องการเปรียบเทียบอายุเป็นหนึ่งในการเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานและก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไปทุกเพศทุกวัย คุณล่ะครับ คิดว่าตนเองเหนือกว่าและต้องเหนือกว่าผู้ที่อายุน้อยกว่าให้ได้ใช่มั้ย ส่วนคนที่อายุมากกว่าคุณคุณก็ไม่ค่อยให้ความสนใจว่าคุณจะเหนือกว่าเขาหรือไม่หากคุณไม่ใช่คนที่หยิ่งยโสพอ เป็นเรื่องปกติที่คนมักรับไม่ได้ที่จะให้ผู้ที่เกิดทีหลังเหนือกว่าตน


 


ส่วนเรื่องของศักดิ์ศรีนั้นก็เช่นกันกับเรื่องฐานะครับ ใครที่พบคนที่ศักดิ์ศรีน้อยกว่าก็มักหยิ่งยโสดูหมิ่นหรือบางคนไม่แสดงอาการแต่ในใจก็คิดว่าตนเหนือกว่าคนนี้แล้ว แต่ถ้าพบคนที่ศักดิ์ศรีสูงกว่าจะเกรงใจและนอบน้อมให้


 


แต่ว่าเรื่องนี้ยังมีอีกหลายประเด็นซึ่งก้ต้องคิดดูว่าประเด็นอะไรบ้าง มีตัวอย่างคนดูถูกคนอื่นให้เห็นบ่อยๆ ทีนี้ผมจะมาอธิบายเรื่องคนที่ไม่มีความสามารถอะไรเลย คนที่ไม่มีความสามารถอะไรเลยมักโดนดูหมิ่นเสมอดังนั้นเขาจึงคิดว่าจะต้องทำสิ่งหนึ่งที่เหนือกว่าคนปกติให้ได้ ในกรณีนี้ส่วนใหญ่จะเป็นไปในทางลบเช่น ตั้งแก๊งกวนเมืองเพื่อพิสูจน์ให้เห้นว่าตนสามารถทำแบบนี้ได้แต่คนอื่นทำไม่ได้ ทะเลาะวิวาทซึ่งต่างฝ่ายต่างอยากชนะเพื่อให้ได้หน้า การก่อคดีเช่นปล้นหรือขโมยแล้วทิ้งปริศนาไว้ให้ตำรวจปวดหัวนั่นก็เป็นการทำเพื่อพิสูจน์ให้เห้นว่าตนเก่งสามารถก่อคดีที่ไม่มีใครจับได้ อันนี้ผมเห็นมามาก และยังมีอีกหลายประเด็นที่ไม่สามารถอวดอ้างความสามารถของตนในด้านบวกได้ดันนั้นจึงอวดอ้างความสามารถของตนในทางลบแทน ลองติดตามข่าวสารดูสิ ก็เห็นกันอยู่ทั่วโลกเรื่องแบบนี้


 


ความจริงทฤษฎีนี้ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน แต่สามารถอธิบายร่วมกับทฤษฎีปมเด่นปมด้อยของอัลเฟรด แอดเลอร์ได้ตรงจุดที่ว่ามนุษย์ที่ไร้ความสามารถคือมนุษยืที่มีปมด้อยและการมีปมด้อยนี้เองที่เป็นเหตุให้มนุษย์พยายามสร้างปมเด่นขึ้นมาทดแทนในกรณีคนไร้ความสามารถก็จะทำสิ่งที่เป็นลบเพราะรู้ว่าจะมีคนสนใจมากเช่น กวนประสาทชาวบ้าน วางแผนสร้างคดีปริศนา(อันนี้คงจะมีความสามารถแต่ไม่เคยมีใครให้ความสนใจ) พวกปีนเสาไฟฟ้าแล้วโดดลงมาก็ใช่ครับ พวกนี้คือคนที่เศร้าและเหงาอยากหนักจึงอยากให้มีคนสนใจเหลียวแลอย่างมาก เพราะความไร้ความสามารถจึงไม่สามารถทำอะไรให้คนอื่นมาสนใจได้ดังนั้นจึงปีนเสาแล้วขู่ว่าจะโดดลงมา(อื่มคนแห่มาดูกันทั้งซอยแต่จะดูด้วยความรู้สึงยังไงอันนี้ก็แล้วแต่)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น