วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552
จิตวิทยาว่าด้วยเรื่องของ เกรียน เกรียน เกรียน
วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552
Rich Internet application (RIA) เป็นเ...
Rich Internet application (RIA) เป็นเว็บแอปพลิเคชันที่มีความสามารถของเดสก์ท็อปแอปพลิเคชัน โดยทั่วไปแล้ว RIA จะทำงานที่เกี่ยวข้องกับส่วนติดต่อผู้ใช้บนเครื่องของผู้ใช้ แต่จะเก็บข้อมูลต่างๆ (เช่น สถานะของโปรแกรม) ไว้บนแอปพลิเคชันเซิร์ฟเวอร์
โดยปกติแล้ว RIA จะ
- รันในเว็บเบราว์เซอร์ หรือไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่มเติมเป็นพิเศษ
- ทำงานบนเครื่องของผู้ใช้ในสภาพแวดล้อมที่จำกัด (sandbox) ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย
[แก้] เทคโนโลยี RIA ในปัจจุบัน
ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลายชนิดจากผู้พัฒนาหลายราย ที่อาจนับได้ว่าเป็น RIA
วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ความรู้เบื่องต้นเกี่ยวกับระบบเครื่อข่...
ความรู้เบื่องต้นเกี่ยวกับระบบเครื่อข่ายอินเตอร์เน็ต
สาระสำคัญ
วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552
6Q ที่ควรรู้จัก
ความฉลาดทางสติปัญญา เป็นความสามารถในการคิด วิเคราะห์ การคำนวณ การใช้เหตุผล การเชื่อมโยงปัจจัยที่มีผลต่อ IQ ส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้คือพันธุกรรม ส่วนที่สามารถควบคุมได้ คือภาวะโภชนาการ สภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสม จะเห็นว่าเราควบคุม IQ ได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ต่างจาก Q อื่นๆ ซึ่งควบคุมได้ง่ายกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูโดยตรง ปัจจุบันนักวิจัยยืนยันว่า IQ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสำเร็จในชีวิต เช่น การทำงาน การเรียนแค่ 20% เท่านั้น
EQ : Emotional Quotient
ความฉลาดทางอารมณ์ เป็นความสามารถในการรับรู้ เข้าใจอารมณ์ตนเองและผู้อื่น สามารถควบคุมอารมณ์และยับยั้งชั่งใจตนเองและแสดงออกอย่างเหมาะสม รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักรอคอย รู้จักกฎเกณฑ์ระเบียบวินัย มีจิตใจร่าเริงแจ่มใส มองโลกในแง่ดี สามารถปรับตัวเข้ากับสังคม สถานการณ์รอบข้างได้ดี มีความคิดสร้างสรรค์ กระตือรือร้น มีแรงจูงใจ อยากประสบความสำเร็จ เห็นคุณค่าและเชื่อมั่นในตนเอง รายงานการศึกษาหลายชิ้นสรุปตรงกันว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและอาชีพการงาน ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไปล้วนแต่มี EQ ดีทั้งสิ้น และสิ่งที่น่าดีใจก็คือ EQ สามารถปรับเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาขึ้นได้ด้วยเหตุนี้คนจึงหันมาให้ความสำคัญกับ EQ กันมาก ว่ากันจริงๆ แล้ว EQ ค่อนข้างกว้างมาก น่าจะเป็นหัวข้อใหญ่ที่ครอบคลุม Q ต่างๆ ได้ทั้งหมด และพ่อแม่น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะลงรายละเอียดในประเด็นต่างๆ มากน้อยแค่ไหน เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่พอพูดถึง EQ ก็มักจะมุ่งไปที่การเป็นเด็กอารมณ์ดีซะมาก จนอาจมองข้ามรายละเอียดบางข้อที่มีประโยชน์กับเด็ก เช่น การปลูกฝังกฎเกณฑ์ระเบียบวินัย เด็กจะสามารถควบคุมตัวเองได้ต่อเมื่อพ่อแม่ฝึกระเบียบวินัยให้ รู้จักควบคุมลูก พูดง่ายๆ คือไม่ตามใจในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งพบความสัมพันธ์ว่า เด็กที่พ่อแม่สอนเรื่องระเบียบวินัยดีๆ มักจะเป็นเด็กซึ่งมี EQ ดีตามมา
CQ : Creativity Quotient
ความฉลาดในการริเริ่มสร้างสรรค์ มีความคิด จินตนาการหรือแนวคิดใหม่ๆ ในรูปแบบต่างๆ เช่น การเล่น งานศิลปะ การประดิษฐ์สิ่งของ CQ จะสัมพันธ์กับเรื่องการเล่น ถ้าเด็กได้เล่นอย่างอิสระตามความชอบและเหมาะกับวัย เด็กก็จะมีความคิดสร้างสรรค์
การปลูกฝังเรื่องนี้จึงอยู่ที่พ่อแม่มีเวลาเล่นและทำกิจกรรมที่ส่งเสริมจินตนาการกับลูก เช่น การเล่นศิลปะ การหยิบจับของใกล้ตัวมาเป็นของเล่น การเล่านิทาน เป็นต้น
MQ : Moral Quotient
ความฉลาดทางศีลธรรม จริยธรรม คือมีความประพฤติดี รู้จักผิดชอบ มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ มีจริยธรรม เป็นแนวคิดที่มุ่งตอบคำถามว่าการที่เรามีคนที่ IQ ดี EQ สูง แต่ถ้ามีระดับคุณธรรมจริยธรรมต่ำก็อาจใช้ความฉลาดไปในทางที่ไม่ถูกต้องก็เป็นได้ MQ จึงเน้นเรื่องการปลูกฝังความดีงามให้กับเด็ก ซึ่งตรงกับหลักศาสนาหลายศาสนาที่สอนให้คนเป็นคนดี เด็กที่มี MQ ดีมักเป็นเด็กเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจผู้อื่นและเมื่อโตขึ้นจะเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย การที่เด็กจะมี MQ เกิดขึ้นได้นั้นต้องเริ่มต้นจากการที่เด็กรู้จักถูกผิด สิ่งไหนควรทำไม่ควรทำ ซึ่งจะใช้วิธีการบอกด้วยคำพูดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องแสดงให้เด็กเห็นอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการสอนด้วยจึงจะได้ผล
PQ : Play Quotient
ความฉลาดที่เกิดจากการเล่น เกิดจากความเชื่อที่ว่าการเล่นพัฒนาความสามารถของเด็กได้หลายด้าน ทั้งพัฒนาการด้านร่างกาย ความเฉลียวฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์และสังคม PQ จึงเน้น ให้พ่อแม่เล่นกับลูก ถึงกับมีคำพูดที่ว่าพ่อแม่เป็นอุปกรณ์การเล่นที่ดีที่สุดของลูก การที่พ่อแม่ให้ลูกขี่คอ เล่นจ๊ะเอ๋ เล่นซ่อนหา เล่านิทาน สามารถสร้างเสริมพัฒนาลูกได้ดีกว่าของเล่นพัฒนาการแพงๆ เพราะนอกจากพัฒนาการด้านร่างกายและสติปัญญาที่เกิดขึ้นแล้ว ลูกยังได้รับความรู้สึกอบอุ่น มีความสุขไปพร้อมกับคำสอน หลักคิดต่างๆ ที่สอดแทรกระหว่างที่เล่นด้วย
AQ: Adversity Quotient
ความฉลาดในการแก้ไขปัญหา คือมีความยืดหยุ่นสามารถปรับตัวในการเผชิญปัญหาได้ดี และพยายามหาหนทางแก้ไขปัญหา เอาชนะอุปสรรคความยากลำบากด้วยตัวเอง ไม่ย่อท้อง่ายๆ จริงๆ แล้วความฉลาดในด้านนี้เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เป็นเด็ก เพราะเด็กจะเรียนรู้วิธีการมองและจัดการปัญหาจากผู้ใหญ่รอบข้าง ว่าปัญหานั้นเป็นปัญหาที่ต้องยอมจำนน เป็นโอกาสหรือเป็นเรื่องน่าท้าทาย แต่ก็อยู่ที่พ่อแม่ด้วยว่าจะเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกเผชิญกับการแก้ปัญหาด้วยตัวเองหรือไม่
มนุษย์มักจะแสดงออกได้อย่างเต็มที่มากท...
มนุษย์มักจะแสดงออกได้อย่างเต็มที่มากที่สุดก็ต่อเมื่อได้เป็นตัวของตัวเองสมบูรณ์แบบ
ความหมายก็ง่ายๆ มนุษย์เราหากได้กระทำอะไรก็ตามด้วยความเสรีหรือกระทำในรูปแบบที่ตัวเองต้องการ มนุษย์มักจะทำสิ่งนั้นออกมาได้ดีกว่าการกระทำที่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และข้อบังคับ
สิ่งนี่คือสัญชาตญาณมนุษย์ ปัจจัยที่สำคัญก็ได้แก่ความเคยชิน ความชื่นชอบ ความถนัด ความพึงพอใจ ฯลฯ มนุษย์มักจะทำอะไรก็ตามได้ดีหากมีปัจจัยเหล่านี้มาก และยิ่งมากแค่ไหนก็ยิ่งทำได้ดีเท่านั้น เรียกรวมๆว่าความเป็นตัวของตัวเองในแต่ละคน
หากลองเปรียบเทียบดูแล้วจะเห็นได้ชัดว่า บุคคลที่เป็นตัวของตัวเองเต็มที่ กับบุคคลที่ต้องทำตามสิ่งต่างๆที่ไม่ใช่ความเป็นตัวของตัวเองของบุคคลนั้น บุคคลที่มีความเป็นตัวของตัวเองมักจะทำงานไม่ว่าจะด้านไหนก็ตามออกมาได้ดีกว่าเสมอ
ยกตัวอย่างเช่น
-พนักงานที่ได้งานตามที่ตัวเองถนัดและชื่นชอบกับพนักงานอีกคนที่ได้รับงานที่ไม่ชอบ พนักงานที่ได้รับงานที่ชอบจะทำผลงานได้ดีกว่าเสมอ
-นักเรียนหรือนักศึกษาที่ได้เรียนในวิชาหรือสาขาที่ตนเองชอบมักจะเรียนได้ดีกว่านักเรียนหรือนักศึกษาที่ได้เรียนในสาขาที่ตนเองไม่ชอบแม้ว่านักเรียนหรือนักศึกษาที่ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบจะไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนั้นมาก่อน
-บ่อยครั้งที่การจำกัดสิทธิใครก็ตามไม่ว่าจะเป็นพนักงาน นักเรียน นักศึกษา มักจะทำให้พวกเขาเหล่านั้นขาดความมั่นใจของตัวเองไปมากน้อยแล้วแต่คนซึ่งจะส่งผลต่อการแสดงออกถึงความสามารถในด้านต่างๆ เช่น เด็กเมืองนอกกับเด็กเมืองไทย ที่เมืองนอกมีความอิสระในการแต่งกายและไว้ทรงผมมากกว่า ดังนั้นเด็กที่นั่นจึงได้แสดงออกในตัวตนของตัวเองได้เต็มที่กว่าเด็กในเมืองไทยที่ถูกจำกัดสิทธิหลายอย่าง (เป็นไปได้ว่ามันจะส่งผลต่อมาตรฐานไอคิวของเด็กด้วย)
-แม้แต่งานจิปาถะอื่นๆ เช่น การจัดของในบ้าน การจัดสวน ย่อมส่งผลต่อการทำงานของคนคนนั้นได้ ยกตัวอย่างเช่นถ้าเขาเป็นจิตรกร เขาย่อมหาที่วางของที่มันสะดวกสบายและดูเป็นส่วนตัวที่สุด หรือเวลาเก็บผลงานก็ต้องหาที่ที่ตนเองพอใจและไม่ต้องการให้ใครมายุ่งนัก
สรุปก็คือ การจะดึงเอาพลังความสามารถที่ซ่อนเร้นในตัวมนุษย์ออกมาอย่างเต็มที่ ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ ซึ่งสำคัญมาก นั่นคือ การให้พวกเขาได้แสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองอย่างอิสรเสรี แต่ถึงกระนั้นในบางครั้ง มันก็สามารถให้ข้อเสียได้เช่นกัน
ปัญหาสังคมกับการวิเคราะห์แนวทางแก้ไข
ปัญหาสังคมกับการวิเคราะห์แนวทางแก้ไข (credit WebA)
จากข่าวสารทางหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และสื่อต่างๆนั้นได้แสดงให้เห็นว่าปัญหาสังคมในปัจจุบันนั้นทวีความรุนแรงมากกว่าเมื่อก่อนมากและมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และปัญหาสังคมยังสามารถก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาเช่นปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการรุกรานธรรมชาติ การเห็นแก่ตัวของมนุษย์ก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อน ทั้งนี้ก็เกิดขึ้นมาจากปัญหาสังคม เกิดขึ้นจากคนที่ได้รับความกดดันซึ่งคนเหล่านี้มักจะไม่เห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ปัญหาสังคมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรปล่อยปะละเลยหรือมองข้ามและดูเหมือนว่าคนในหลายฝ่ายก็หันมาให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้
ปัญหาสังคมนั้นมีหลายรูปแบบและมีความรุนแรงแตกต่างกัน เราอาจจะเห็นตัวอย่างมากมายในข่าวหนังสือพิมพ์ที่โดยมากจะเป็นข่าวอาชญากรรม ปัญหาสิ่งเสพติด ปัญหาการล่วงละเมิดไปจนถึงการก่อการร้าย อะไรเป็นสาเหตุของปัญหาสังคมเหล่านั้น อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเลือกที่จะทำผิด แล้วทำไมคนจึงกระทำสิ่งเหล่านั้นได้โดยไม่สนใจคนอื่นรอบข้าง ก่อนที่เราจะมองตรงจุดนั้นก็ลองมองตัวเราเองก่อนว่าหากชีวิตของเราได้รับความทุกข์มาตั่งแต่วัยเด็กแล้วเราจะสามารถเติบโตขึ้นเป็นคนดีของสังคมได้มากน้อยเพียงใด แล้ววันนี้เราได้ทำร้ายจิตใจของคนรอบข้างแล้วหรือยัง
ต้นตอของปัญหาสังคมมาจากการไม่เข้าใจสภาวะของความทุกข์ครับ เป็นความกดดันของคนตั่งแต่เริ่มต้นชีวิตไปจนถึงบั่นปลายซึ่งเราควรที่จะทำการศึกษาเพื่อหาทางออกของปัญหาสังคมเหล่านี้
ลองมาวิเคราะห์ถึงต้นตอของปัญหาสังคมกันครับ
ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นก็มีความรุนแรงในหลายๆระดับซึ่งมีผู้กระทำผิดที่แต่งต่างกันออกไป และยังเป็นสาเหตุของปัญหาต่างๆได้ดังที่กล่าวมาแล้ว โดยมากเรามักจะมาเน้นในเรื่องของปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการล่วงละเมิดต่างๆ ปัญหาครอบครัว ปัญหาความเครียด ฯลฯ และหาทางแก้ไขจากปลายเหตุ ส่วนปัญหาสังคมอื่นๆก็ได้แก่ ปัญหาสิทธิส่วนบุคคล ปัญหาการจำกัดสิทธิ ปัญหาทางเศรษฐกิจสังคมซึ่งก่อให้เกิดปัญหาความเครียดและการกดดัน ปัญหาทางด้านการศึกษาเหล่านี้เป็นต้นซึ่งไม่ได้รับความสนใจมากเท่ากับพวกปัญหาอาชญากรรม
อย่างที่เราทราบกันดีว่า การที่ปัญหาสังคมจะเกิดขึ้นนั้นมันก็เริ่มมาจากคนที่ได้รับความกดดันความกระทบกระเทือนทางจิตใจ แต่อะไรเป็นสาเหตุของความกระทบกระเทือนและความกดดันเหล่านั้นล่ะ นี่จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่เราจะเริ่มต้นแก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัญหาจากครอบครัว
ถ้าจะกล่าวถึงต้นต่อของปัญหาก็ต้องดูที่มนุษย์ และปัญหาความเครียดความกดดันซึ่งเป็นพื้นฐานของปัญหาสังคมอื่นๆนั้นก็สืบเนื่องมาจากสภาวะจิตใจของมนุษย์ที่ถูกขัดเกลามาตั่งแต่เด็ก เราอาจจะเริ่มมองตั่งแต่เรื่องของครอบครัวว่าครอบครัวไหนที่ผู้ปกครองใช้ความรุนแรง ใช้ความกดดันต่างๆควบคุมเด็กย่อมจะทำให้เด็กคนนั้นเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นผู้ที่จะก่อปัญหาสังคมในอนาคต อาจจะบังเอิญหรือไม่บังเอิญก็ได้ที่เด็กจะได้รับความกดดันจากครอบครัว ได้รับโทษอย่างไม่มีเหตุผล ดังนั้นสำหรับทุกครอบครัวในปัจจุบัน ผมคิดว่าวิชาจิตวิทยาสำคัญมากเพราะสังคมทุกวันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน เราไม่สามารถใช้กฎระเบียบและบทลงโทษอย่างเดียวได้เพราะการที่มีสื่อมีเครื่องอำนวยความสะดวกมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยย่อมก่อให้เกิดผลเสียคือคนเราจะหลงไปกับความทันสมัยไม่เห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆรวมไปถึงสภาวะจิตใจก็จะอ่อนแอลงตามลำดับ ดังนั้นผมจึงคิดว่าจิตวิทยาสำคัญสำหรับทุกครอบครัวซึ่งถ้าครอบครัวไหนรู้หลักการทางจิตวิทยาและประยุคใช้ได้อย่างเหมาะสมก็จะสามารถเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ได้
แต่ถึงกระนั้นมันก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากในการจะเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ปกครองจากใช้กำลังให้หันมาใช้เหตุผล ใช้จิตวิทยาได้ คนส่วนมากไม่ค่อยเห็นความสำคัญกับเรื่องนี้และยิ่งเป็นคนที่เคยได้รับความกดดันมาแต่เด็ก แนวโน้มที่พวกเขาจะเลี้ยงดูเด็กจะเป็นเสมือนการประชดสิ่งที่ตนเองได้รับ เราอาจจะเห็นตัวอย่างดังกล่าวนี้ได้จากครอบครัวในชนบทซึ่งมักเลี้ยงดูลูกโดยใช้อารมณ์ หากลองไปถามดูก็พบว่าพ่อแม่เองก็เคยถูกเลี้ยงมาแบบเดียวกัน มันก็เปรียบเสมือนจิตวิทยาลูกโซ่ เป็นพฤติกรรมการกระทำที่จะถ่ายทอดไปเรื่อยๆจากรุ่นสู่รุ่นหากไม่มีรุ่นใดที่สามารถยุติพฤติกรรมประจำตระกูลได้
พื้นฐานการได้รับความกดดันแบบนี้ยังส่งผลในระยะยาวได้อีกด้วย โดยเด็กที่ได้รับความกดดันหากโตขึ้นก็มักจะเป็นผู้ใหญ่เจ้าอารมณ์ เป็นพ่อแม่ที่ไม่มีเหตุผล เป็นผู้ประกอบการที่หวังผลประโยชน์ เป็นครูที่เห็นเพียงความคิดตัวเอง ในการปกครองก็คงเป็นผู้นำที่คอรับชั่นฉอราชบังหลวง หากมองดูพฤติกรรมแล้วเอามาสรุปโดยรวมก็คือเป็นผู้ใหญ่ที่คิดแต่เรื่องของตัวเองแต่ไม่เห็นความสำคัญของสิ่งอื่นๆ
โดยปกติเราสามารถอธิบายความสัมพันธ์ของการได้รับความกดดันที่ส่งผลต่อปัญหาสังคมได้ดังนี้ ในมนุษย์จะมี EQ, IQ, AQ และ MQ ซึ่ง EQ หมายถึงความฉลาดทางอารมณ์เป็นตัวสำคัญที่สุดของสมดุลจิตใจมนุษย์ IQ หมายถึงความฉลาดและความรู้ AQ หมายถึงความสมารถในการแก้ปัญหาต่างๆ และ MQ หมายถึงคุณธรรม โดยมากที่เด็กจะกลายเป็นคนมีอคติและกลายเป็นคนก่อปัญหาสังคมจะเกิดจากโครงสร้างของ EQ ถูกทำลายอันมาจากสาเหตุทางครอบครัว พ่อแม่ใช้อารมณ์กับลูก ทางการศึกษา การกระทำที่เกินกว่าเหตุของครู หรือปัจจัยอื่นๆได้แก่ เข้ากับเพื่อนไม่ได้ เป็นคนมีปมด้อย ฯลฯ เมื่อ EQ ที่หมายถึงความฉลาดทางอารมณ์ถูกทำลายก็จะส่งผลให้เด็กนั้นมีอคติ มีความวิตกกังวลทำให้ IQ ความฉลาดทางวิชาการลดลงเพราะมัวแต่วิตกกังวล ไม่สามารถแสวงหาความรู้ใหม่ๆได้ซึ่งก็จะส่งผลให้ AQ ความสามารถในการแก้ปัญหาลดลงอันเนื่องมาจากความวิตกกังวลซึ่งตัวนี้อาจส่งผลซ้ำซ้อนให้ EQ ยิ่งถูกทำลายมากขึ้นและผลสุดท้ายคือ MQ หรือคุณธรรมก็จะหมดไปเพราะไม่มีกำลังใจที่จะทำ ดังนั้นพื้นฐานการแก้อคติจึงควรแก้ที่จิตใจหรือ EQ นั่นเอง
หากแต่ว่าในบางครั้งสังคมที่กว้างใหญ่ทำให้เด็กมีโอกาสได้รับความกดดันในรูปแบบต่างๆได้มากมายถึงแม้ว่าในครอบครัวจะมีพ่อแม่ที่เอาใจใส่ดีมากหากปัจจัยอื่นๆที่มีอิทธิพลต่อเด็กไม่ดีโอกาสที่เด็กจะได้รับความกดดันและส่งผลต่อเนื่องไปจนกลายเป็นคนขาดคุณธรรมก็มีเช่นกัน
เราจะเปลี่ยนเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมและระบบครอบครัวนี้ได้อย่างไรในเมื่อสังคมทุกวันนี้มีคนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ได้รับความกดดันมากมายและหลายคนเป็นพ่อแม่ อีกไม่น้อยก็ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กในขณะที่คนที่เป็นผู้ใหญ่สมบูรณ์ มีเหตุมีผลเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆและไม่หวังผลประโยชน์ของตัวเองมีอยู่น้อย ปัญหานี้เราอาจพิจารณาที่เด็กรุ่นใหม่ เข้าใจสภาพสังคมและพยายามเปลี่ยนแปลงปัจจัยต่างๆที่มีอิทธิพลต่อเด็กเช่นคนในครอบครัว คนอื่นๆที่มีอิทธิพลต่อเด็กเช่นผู้ประกอบอาชีพครูเพื่อให้เด็กยุคใหม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผล มีสุขภาพใจที่ดีและสั่งสอนเด็กในยุคต่อไปให้ได้ดียิ่งขึ้นไปซึ่งมันเป็นไปได้ยากเพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้หมายถึงจะต้องเปลี่ยนแปลงผู้ใหญ่ที่มีปมด้อยทั้งหมดในสังคมก่อนซึ่งจะต้องทำตามขั้นตอนโดยเริ่มจากผู้มีอำนาจในสังคม ผมคิดว่าเป็นไปได้ยากจนอาจจะเป็นไปไม่ได้
อนึ่งผู้คนมักตั่งตนเองเป็นบรรทัดฐานซึ่งเป็นกลไกในการพัฒนาตนเองอย่างหนึ่งทางจิตวิทยาตามแนวคิดของผม โดยมากผู้อาวุโสจะมีความยึดมั่นมากกว่าและยึดศักดิ์ศรีของตัวเองซึ่งคนทุกคนก็เป็นอย่างนั้น ดังนั้นกระบวนการเปลี่ยนแปลงขั้นแรกจึงควรใช้ผู้ที่อาวุโสมีความสามารถเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปและมีแนวคิดที่จะแก้ไขปัญหาสังคมอย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะการใช้จิตวิทยามาเป็นคนจุดชนวนการเปลี่ยนแปลงแนวคิดในหมู่ผู้อาวุโสด้วยกันและสืบต่อแนวคิดไปยังผู้อาวุโสที่มีอำนาจน้อยลงตามลำดับไปเรื่อยๆจนครอบคลุมทั้งหมดไปจนถึงผู้มีอิทธิพลต่อเด็กโดยตรง เราจึงจะสามารถเริ่มตนการเปลี่ยนแปลงกลไกทางสังคมอย่างมีประสิทธิภาพได้
หากทำสำเร็จได้ดังกล่าวก็มีแนวโน้มได้ว่าเราจะผลิตเยาวชนยุคใหม่ที่มีสุขภาพจิตที่สมบูรณ์และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าต่อสังคมต่อไป
กระบวนการของผมนี้อาจจะยังไม่สมบูรณ์พอเพราะปัญหาความกดดันนั้นยังสามารถจำแนกออกได้อีกมากมายซึ่งผมไม่สามารถจะเขียนบรรยายโดยละเอียดขนาดนั้นได้ อีกอย่างเราอาจจะเพิ่มเติมกระบวนการในภายหลังให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้
ปัญหาสังคมจากระบบการศึกษา
ต้นต่ออีกอย่างที่จะทำให้คนได้รับความกดดันและความเครียดได้คือระบบการศึกษาครับ สำหรับผมถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะครอบครัวเราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันได้แต่การศึกษานั้นมีการวางรากฐานมานานจนยากจะทำการแก้ไข ระบบการศึกษานั้นก่อให้เกิดปัญหาสังคมได้อย่างๆไร ขั้นแรกจะยกตัวอย่างจากโรงเรียนอนุบาล อาจจะมีบ้างที่ครูใช้วิธีลงโทษที่เกินกว่าเหตุซึ่งสำหรับเด็กที่มาจากครอบครัวที่ได้รับแต่ความกดดันแล้วก็จะยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงจิตใจได้ แต่สิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้สำคัญกว่านั่นคือการคบเพื่อน มีเด็กบางคนที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนได้ดังนั้นจึงถูกเพื่อนๆรุมรังแกซึ่งระบบการศึกษานั้นมักจะจำแนกเด็กออกเป็นห้องๆ ดังนั้นถ้าเด็กคนไหนไม่สามารถเข้ากับเพื่อนได้ก็จะถูกรังแกโดยที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ซึ่งจะทำให้เกิดการปลูกฝังอคติในใจเด็กคนนั้น แต่อย่างไรก็ดีหากครูสามารถดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพปัญหานี้อาจจะแก้ไขได้แต่ว่ามันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดกันครับเพราะเด็กๆชอบจะทำอะไรลับหลังเสมอ ดังนั้นคนที่จะมาเป็นครูควรมีความรู้ทางจิตวิทยาพอสมควร
ต่อมาคือการศึกษาระดับประถมครับจากที่กล่าวมาว่าเด็กที่ได้รับความกดดัน ถูกเพื่อนรังแกมักจะเรียนได้ไม่ดีเท่าที่ควรอันเนื่องมาจากความกดดันและยิ่งหากมีการรังแกกันอยู่อีกเด็กคนนั้นจะมัวแต่วิตกกังวลจนเรียนไม่ทันเพื่อน ปัญหาอีกอย่างคือระบบการสอนที่ครูไม่เข้าใจเด็กจึงทำให้เกิดการลงโทษอย่างไม่สมเหตุสมผลซึ่งการลงโทษมีผลร้ายคือทำให้เด็กปลูกฝังอคติในการเรียนวิชานั้นๆซึ่งจะส่งผลต่อไปในระยะยาว การเรียนการสอนในบางครั้งเป็นการปิดกั้นเด็กๆหลายชีวิตในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆทำให้ไม่มีโอกาสได้เห็นจริงและรู้จริง สำหรับเด็กที่มีอคติย่อมรู้สึกอึดอัดไม่เกิดกำลังใจที่จะเรียน ดังนั้นรัฐบาลจึงส่งเสริมให้มีทัศนศึกษาแต่ก็คงจะไม่ช่วยแก้ไขอะไรได้มากสำหรับเด็กที่หลงไปกับสื่อและยิ่งเป็นเด็กที่มีอคติต่อวิชาที่เรียนก็ยิ่งไม่ได้อะไร เพราะว่าสื่อต่างๆนี้เข้าถึงเด็กได้ง่ายและเป็นสิ่งที่เด็กมักให้ความสนใจ ดังนั้นการแก้ไขในเรื่องนี้คือการปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีความสนุกสนานเป็นกันเองเหมือนอย่างครูสอนพุทธศาสนาท่านหนึ่งที่ทำสำเร็จมาแล้ว
การสอบเข้าต่อมัธยมนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาทางจิตใจได้เหมือนกันสำหรับเด็กที่ไม่พร้อมหรือยังตัดสินใจไม่ได้อันเนื่องมาจากการสำเร็จการศึกษาทั้งที่ยังมีอคติ มีความวิตกกังวลซึ่งทำให้เด็กไม่พร้อมแม้แต่จะคิดหาโรงเรียนใหม่ ดังนั้นปัญหาจุดนี้ผู้ปกครอบหรือครูควรจะสร้างความพร้อมให้เด็กก่อนและไม่พยายามตอกย้ำในสิ่งที่จะทำให้เด็กเป็นกังวล เพราะความวิตกกังวลต่างๆจะปิดกั้นจิตใจของเด็กให้มัวหมกมุ่นกับเรื่องนี้
การศึกษาระดับมัธยม เราสามารถเข้าใจโครงสร้างโดยรวมของปัญหาการศึกษาระดับประถมได้แต่สำหรับมัธยมนี้ผมคิดว่าจะรุนแรงกว่าเพราะวัยรุ่นเป็นวัยหัวเลี่ยวหัวต่อและอีกอย่างเด็กทุกคนต้องทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ในช่วง ม 1 และ ม 3 ซึ่งถ้าเข้ากับเพื่อนไม่ได้ก็เป็นปัญหาการโดนรังแกเช่นกันซึ่งมันก็จะรุนแรงกว่าในเด็กและสร้างความเสียหายให้สุขภาพจิตได้ดีกว่าเพราะวัยรุ่นคือวัยคึกคะนองชอบต่อต้าน ยิ่งวัยรุ่นช่วงปลายก็ยิ่งรุนแรง เราอาจจะเห็นวัยรุ่นบางกลุ่มหรือพวกเด็กมีปัญหาทำตัวต่อต้านกฎระเบียบ ผมเข้าใจว่าเด็กมีปัญหากลุ่มดังกล่าวพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าตนเองก็มีความคิดมีความสามารถซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากการถูกกดดันโดยครูอาจารย์มาก่อน แน่นอนครับว่าบทลงโทษบางอย่างนั้นไปสร้างแผลในใจเด็กเอาไว้ บางคนคิดแค่ยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะหลีกหนีการลงโทษ และวัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่มักมีอคติกับกฎระเบียบของโรงเรียนโดยเฉพาะการแต่งกาย ทรงผม เข้าใจว่าหลายคนต้องการแสดงเอกลักษณ์ของตนเองในขณะที่ทางโลกเรียนก็ต้องการให้อยู่ในกฎระเบียบ เด็กเลยเกิดอคติต่อโรงเรียน เกิดอคติต่อครูบาอาจารย์ นี้ก็เป็นความกดดันอย่างหนึ่งเช่นกันซึ่งสำคัญมากและสามารถส่งผลระยะยาวได้โดยทำให้เด็กประพฤติตัวในทางตรงข้ามกับระเบียบแม้จะจบไปแล้วเช่นกุ๊ยข้างถนน อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือการเรียนการสอนที่ว่าจำกัดกันแค่ห้องสี่เหลี่ยมและอาจมีบทลงโทษที่ไม่สมเหตุสมผล การขู่บังคบของครูเพื่อต้องการให้เด็กอยู่ในระเบียบโดยมากในโรงเรียนมักจะแบ่งเกรดของห้องต่างๆออกไปเป็นห้องดีและไม่ดี สำหรับเด็กที่อาศัยในห้องดีก็ดีไป สามารถเรียนไปได้โดยไม่มีปัญหาอะไรนอกจากอคติในกฎระเบียบหรืออื่นๆ แต่สำหรับห้องเรียนที่ถูกตราหน้าว่าดื้อ ครูโดยมากมักใช้อารมณ์ในการควบคุมเด็ก ชอบเหมารวมและด่าว่ากันทั้งห้องซึ่งในบรรดาเด็กในห้องอาจจะมีเด็กที่ขยันจริงจังอยู่ซึ่งเด็กจะไม่เข้าใจและเกิดอคติต่อครู ต่อวิชาที่เรียนต่อไปเช่นกัน ดังนั้นปัญหาการศึกษาส่วนใหญ่ที่พูดรวมๆควรจะเป็นปัญหาการขังคนในห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่เปิดกว้างและยัดเยียดอคติตามความประพฤติของทั้งห้อง
ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างคือปัญหาการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเพราะช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่เด็กจะเครียดมากที่สุดสามารถดูได้จากสถิติการฆ่าตัวตายและการก่อปัญหาสังคมอื่นๆของเด็กวัยนี้ โดยส่วนตัวผมคิดว่าเด็กมักจะเลือกระบบรับตรงกันมากซึ่งระบบรับตรงก็จำเป็นจะต้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการคัดเลือกเด็กจากปริมาณที่มากมายซึ่งถ้าสอบได้ก็ไม่เป็นไร แต่ปัญหาสังคมและปัญหาทางจิตมันจะเกิดขึ้นกับคนที่สอบไม่ได้ ทำให้เด็กเสียกำลังใจและอีกอย่างมหาวิทยาลัยทุกแห่งจะไม่มีการคืนเงินค่าสมัครซึ่งสำหรับบ้านที่มีฐานะยากจนจะยิ่งทำให้เด็กเกิดอคติ หาทางออกไปไม่ได้ก็ก่อปัญหาสังคมงัดแงะขโมยของคนอื่น บางคนที่มีผู้ปกครองดุก็จะถูกด่าว่าจนหมดกำลังใจที่จะทำอะไรต่อไปอีก เด็กบางคนมัวแต่คิดวิตกกังวลจนต้องเสียโอกาสต่อๆมาซึ่งการเสียโอกาสต่อๆมาก็จะยิ่งทำให้เกิดความทุกข์ท้ายที่สุดจึงอยากไประบายกับคนอื่นหรือวิธีอื่นๆเป็นปัญหาสังคมไปในที่สุด และสำหรับการสอบเอนทรานซ์หรือระบบแอดมิชชั่นซึ่งถูกวางแผนให้เป็นการสอนอย่างหนึ่งโดยเน้นการพึ่งตนเองและการเอาตัวรอดนั้นในบางครั้งก็อาจเปลี่ยนคนดีดีให้กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวได้ ปัญหาสังคมที่ผมจะกล่าวนี้หมายถึงเด็กทุกคนจะทำทุกอย่างเพื่อตนเองโดยไม่แยแสคนรอบข้างเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับในขณะที่ปัญหาอีกอย่างก็คงจะหนีไม่พ้นการมีอคติกับระบบการสอบและกรรมการคุมสอบของเด็กที่ทำผิดกฎโดยอาจจะไม่ตั่งใจ
ปัญหาสังคมขั้นต่อมาคือการเรียนในมหาวิทยาลัย แรกสุดคือการรับน้อง ทั้งหมดถูกจัดขึ้นเป็นการแสดงเพื่อทดสอบพฤติกรรมของรุ่นน้องโดยที่ในบางครั้งก็มีการกระทำที่เกินกว่าเหตุซึ่งผลที่ตามมาก็คือการบาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังให้ทำต่อไปเรื่อยๆซึ่งธรรมดามนุษย์มักจะปรารถนาที่ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คนรุ่นก่อนทำไว้ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้มนุษย์พัฒนามาได้ถึงขั้นนี้ ในนิสิตนักศึกษาก็เช่นกันที่มักคิดว่าจะต้องทำสิ่งที่เหนือกว่ารุ่นพี่ทำเอาไว้ผลที่ตามมาคือความรุนแรงของการรับน้อง หากจะอธิบายถึงสาเหตุอีกอย่างหนึ่งก็สามารถบอกได้ว่า ผลของความกดดันข้างต้นที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้นมีอิทธิพลต่อประเพณีการรับน้องซึ่งมันก็น่าจะเป็นอย่างนั้นจริงดังจะเห็นตัวอย่างของสถาบันต่างๆที่มีการรับนักศึกษาต่างกัน
อนึ่งการสอนของมหาวิทยาลัยเด็กสามารถผ่านไปได้ด้วยดีหากมีพื้นฐานที่กล่าวมาทั้งหมกมั่นคง แต่ว่าถ้าพื้นฐานมีปัญหาการเรียนก็มักจะมีปัญหาไปด้วย นอกจากการเรียนยังอาจกล่าวถึงความสัมพันธ์ได้อีกด้วย มีข่าวปัญหาสังคมมากมายเกิดขึ้นจากฝีมือนักศึกษาทั้งนี้เพราะมีพื้นฐานที่ไม่มั่นคงและอคติใหม่ๆที่ได้รับมาอีกเช่นปัญหาการเรียนการสอน การเข้ากับเพื่อนไม่ได้ การชักจูงกันทำผิดซึ่งเกิดขึ้นกับผู้มีอคติสองคนขึ้นไป สิ่งเหล่านี้คือปัญหาสังคมและอีกอย่าง นักศึกษามักจะไม่ได้พักอยู่กับผู้ปกครอบ หากเป็นคนที่มีพื้นฐานไม่ดีดังที่กล่าวมาก็ยิ่งจะมีแนวโน้มเป็นกลุ่มเสี่ยง
โดยมากเรามักไม่ค่อยเห็นความสำคัญของปัญหาสังคมมากเท่ากระเป๋าของตัวเองใช่มั้ยครับ ก็ต้องยอมรับว่ามนุษย์เห็นแก่ตัวกันมากขึ้นซึ่งความเห็นแก่ตัวเหล่านี้ก็เกิดจากระบบการศึกษา เท่าที่ดูระบบการศึกษาจะเน้นแต่การเอาตัวรอดด้วยตนเองซึ่งเด็กก็ทำอย่างนั้นจริงๆแต่ไม่สนใจคนอื่นด้วย เรียกได้ว่าตัวใครตัวมันไม่ว่าจะเป็นการสอบแบบไหนๆ ระบบเหล่านี้แหละครับที่เป็นปมด้อยคอยขัดเกลาคนให้เห็นแก่ตัว เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวเลยพลอยก่อปัญหาสภาพแวดล้อมขึ้นโดยไม่รู้ตัว
โดยส่วนตัวผมคิดว่าปัญหาระบบการศึกษาปัจจุบันนี้ก่อให้เกิดปัญหาสังคมมากที่สุดเพราะมีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าครอบครัวมาก มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนผู้สอนที่แตกต่างกันออกไปซึ่งหากเป็นไปในทางลบ เด็กก็จะได้รับความกดดันจากครูหลากหลายรูปแบบ การคบเพื่อนก็เช่นกัน การที่เด็กเข้ากับเพื่อนไม่ได้และถูกปิดขังในห้องสี่เหลี่ยมเท่ากับเป็นการปิดทางหนี สภาพจิตใจของเด็กที่ถูกรังแกจะย่ำแย่มากแน่นอน การสอบในบางครั้งก็สร้างความกดดันไม่น้อยโดยเฉพาะการเปลี่ยนสถานศึกษาซึ่งถ้าเด็กไม่สามารถปรับตัวได้ก็จะได้รับความกดดันเป็นพื้นฐาน การสอบเข้ามหาวิทยาลัยนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นการสร้างความกดดันอย่างถึงขีดสุดทั้งผู้ปกครองและเด็กซึ่งสามารถดูได้จากปัญหาการฆ่าตัวตายของเด็กและสามารถส่งผลเป็นปัญหาสังคมในระยะต่อๆไปได้อีกด้วยและการศึกษาขั้นต่อๆไปในวิทยาลัยซึ่งเด็กที่มีพื้นฐานได้รับความกดดันอยู่แล้วก็จะส่งผลไปถึงตรงนั้นได้ เราอาจจะสรุปได้ว่าปัญหาสังคมไม่ว่าจะการกระทำผิดเล็กๆน้อยๆ อาชญากรไปจนถึงการก่อการร้ายก็เริ่มมาจากปัญหาความกดดันเหล่านี้ทั้งสิ้น
ปัญหาชีวิต
ถ้าจะกล่าวถึงปัญหาสังคมหลังจากนี้คือปัญหาชีวิตครับซึ่งคนเราก็มีแนวโน้มที่จะได้รับความกดดันในรูปแบบที่แตกต่างกันไปหลังจากนี้ ถ้าหากว่ามีพื้นฐานในวัยเด็กไม่ดีมา คนที่ถึงวัยผู้ใหญ่ก็ย่อมจะก่อปัญหาสังคมได้ไม่ยาก ปัญหาที่สามารถอธิบายต่อไปได้อีกคือปัญหาอาชีพ ปัญหาการเงิน ปัญหาคู่ครอบ ปัญหาครอบครัว ฯลฯ ซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่หนักพอสมควรในสังคมไทยและมีโอกาสเกิดได้กับทุกคน ส่วนปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาความขัดแย้งทั้งหมดนั้นโดยมากเกิดจากคนที่มีอคติ มีสุขภาพจิตไม่ดีมาตั่งแต่เด็กครับ
ทฤษฎี ผู้คนทุกสภาพจิตมักแสวงหาความสมดุล
ทฤษฎี ผู้คนทุกสภาพจิตมักแสวงหาความสมดุล (WebA)
อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าความสมดุลนั้นคืออะไร อธิบายง่ายๆได้ครับว่าคนเรามักต้องการสภาพจิตใจที่พอดี เช่น ดาราหรือนักการเมืองที่มีชื่อเสียงจะพยายามปลีกตัวออกจากสังคมไปหาความสันโดษบ้างเพราะว่าเขาอยู่ท่ามกลางสังคมมามากจนเกินพอดีแล้วในขณะที่คนเหงาไร้เพื่อนมักอยากจะเป็นคนสำคัญมีคนนับถือ มีผู้คนห้อมล้อมแต่ก็ไม่มีโอกาสดังนั้นพวกนี้จึงชอบเที่ยวตามสถานบันเทิงต่างๆเพราะต้องการเป็นที่สนใจของสังคม
เป็นที่น่าสังเกตว่านักการเมืองหรือผู้ที่มีอิทธิพลต่อการบริหารประเทศที่โด่งดังและมีความสามารถส่วนใหญ่นั้นไต่เต้าขึ้นมาจากบุคคลระดับล่างๆ อาจเป็นเพราะคนพวกนี้มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะต้องการสิ่งที่ตรงข้ามกับที่ตนเองได้รับมาบ่อยๆในวัยเด็กนั่นคือเป็นคนยากจนไม่มีฐานะและชื่อเสียง ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่ว่าคนพวกนี้จะมีพลังผลักดันในการไขว่คว้ามากกว่าคนที่มีฐานะดีอยู่แล้ว
คราวนี้ก็ลองมาดูตัวอย่างคนที่เกิดในฐานะดีกันบ้างนะครับ หากสังเกตดูเรามักจะเห็นลูกคนรวยไม่ค่อยชอบทำอะไร ไม่กระตือรือร้นเท่าเด็กด้อยโอกาสหากจะอธิบายโดยทฤษฏีนี้ก็เป็นไปได้ที่ว่า เด็กคนรวยได้รับเงินหรือชื่อเสียงมาพอสมควร ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความคิดที่จะแสวงหาสิ่งเหล่านี้อีก หากแต่อยากจะแสวงหาสิ่งตรงข้ามซึ่งส่วนใหญ่คือความอิสระครับ
ในอดีตผมลองศึกษาปัญหาสังคมในปัจจุบันจนกระทั่งค้นพบทฤษฎีนี้ขึ้นซึ่งสามารถใช้อธิบายปัญหาสังคมต่างๆได้ดีพอสมควร กรณีนี้ผมจะลองอธิบายกับเด็กวัยรุ่นที่ขาดความอบอุ่นกับเด็กวัยรุ่นที่ได้รับความอบอุ่นจากครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ
ในกรณีของเด็กวัยรุ่นที่ได้รับความอบอุ่นจากครอบครัวสม่ำเสมอพอสมควรแล้วที่โรงเรียนก็มีเพื่อนให้ความสนุกสนาน เด็กพวกนี้จะมีกำลังใจในการเรียนซึ่งการตั้งใจเรียนนี้แหละคือการออกห่างสังคมที่มากเกินไปสำหรับเด็กดังทฤษฎี เด็กตั่งใจเรียนมากกว่าปกติ เพราะไม่เคบรู้สึกเหงาและว้าเหว่ กลับบ้านก็มีความสุขอยู่โรงเรียนก็มีความสุข และการผลเรียนจะออกมาดี ผิดกับเด็กวัยรุ่นที่ไม่ได้รับความอบอุ่นหรือได้รับความอบอุ่นไม่เพียงพอ เด้กพวกนี้จะไม่มีกำลังใจในการเรียน ถ้าจะยกสัญลักษณ์ก็ EQ ต่ำ ส่งผลให้ IQ ต่ำตามด้วย เช่นเดียวกับเด็กขาดความอบอุ่นและไม่มีกำลังใจเรียน เด็กพวกนี้เมื่อขาดความอบอุ่นจึงพยายามแสวงหาความอบอุ่นซึ่งโดยมากจะชอบแสวงหาจากเพื่อนฝูงหมู่คณะในรูปแบบของการไปเที่ยวสถานบันเทิง แต่ว่าถึงจะพอใจบ้างเมื่อกลับมาบ้านก็ต้องพบกับความเศร้าอีกอธิเช่นผู้ปกครองต่อว่าทำให้ความอบอุ่นลดลง ดังนั้นเด็กพวกนี้จึงต้องออกไปเที่ยวสถานบันเทิงกับเพื่อนอีกเพื่อเพิ่มระดับอารมณ์ความอบอุ่น แต่ส่วนใหญ่ที่เที่ยวแล้วก้มักจะหลงและความสามารถในการแก้ปัญหาก้จะลดลง เช่นเมื่อเจออะไรที่ทำให้เศร้าใจก็จะไปเที่ยวสถานบันเทิงเพื่อผ่อนคลาย อธิบายในแนวสัญลักษณ์ก็ EQ ต่ำ IQ ต่ำตามมา AQ (ความสามารถในการแก้ปัญหา)ก็จะต่ำลงมาด้วย และแน่นอนหลังจากเด็กไม่มีความอบอุ่น ไม่มีกำลังใจเรียน ไม่รู้วิธีแก้ปัญหา ศีลธรรม (MQ) ก็จะเสื่อมทรามลง เด็กจะเริ่มก้าวร้าวรุนแรง ไม่มีสัมมาคารวะ เด็กไม่มีศีลธรรม ตัวตัวแหลกเหลวเพราะไม่มีกำลังใจทำความดีและก็ไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร
EQ ลดส่งผลให้ IQ ลด AQ ก็จะลดตามลงมา และสุดท้าย MQ ก็จะลด
ครับทฤษฎีนี้สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าใคร สภาพจิตใจยังไงก็ล้วนแสวงหาความทสมดุลเสมอ คนที่อยู่ท่ามกลางสังคมมามากมักอยากปลีกตัวหาความสันโดษ คนที่โดดเดี่ยวก็อยากเข้าหาสังคม เด็กที่มีความอบอุ่นก็จะปลีกตัวออกจากความอบอุ่นโดยการเรียน อ่านหนังสือซึ่งเป็นการเข้าหาความสันโดษ เด็กขาดความอบอุ่นมักอยากเข้าหาสังคมจนไม่สนใจที่จะทำอะไรทั้งนั้น คนมีเงินบางทีก็ทำตัวเรียบง่ายธรรมดา คนไม่มีเงินก็ชอบแต่งตัวเพื่อให้คนอื่นมองว่าตนมีเงิน คนมีความรู้ก็ไม่ค่อยชอบคุยโวมากนักเพราะได้รับคำชมเสมอมาแล้ว คนไม่มีความรู้มักชอบคุยโวอวดนู่นนี่ประจำ ฯลฯ
เรื่องของการเข้าหาความเป็นกลางนี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ครับที่จะรักษาสมดุลของสภาพจิตใจ ส่วนผู้ที่ขาดความสมดุลทางลบในสภาพจิตใจมากๆก็มักจะเป็นบ้าหรือวิกลจริต เช่นคนไม่เคยมีลูกแต่อยากมีลูกก็เอาตุ๊กตามากอด บางคนสติดีหน่อยก็เอาสุนัขมาเลี้ยงแล้วเรียกว่าลูกแทน หรือแม้แต่คนชั่ว พวกเขาอาจเคยถูกกดดันทางสังคมหรือรัฐบาลในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังนั้นจึงเกิดความรู้สึกอยากล้างแค้น อยากดูถูกสังคมและรัฐบาลคืน การเป็นฆาตกรโรคจิตก็เกิดจากสภาวะขาดสมดุลของจิตใจครับ ผู้ที่ขาดสมดุลสภาวะจิตใจทางใดทางหนึ่งอย่างสุดๆก็มักอยากกระทำในสิ่งที่ตรงข้ามเพื่อชดเชยสภาวะที่ขาดไปอย่างสุดๆเช่นกัน ดังนั้นการกระทำจึงออกมาค่อนข้างชัดเจนและรุนแรงจนในบางครั้ง คนเหล่านี้ก็ถูกเรียกว่าผู้วิกลจริตหรืออธิบายแบบยืนยาวก็ผู้ที่ขาดสิ่งหนึ่งแบบสุดๆและอยากทำสิ่งตรงข้ามเพื่อชดเชยแบบสุดๆ
อนึ่งทฤษฎีนี้ยังสามารถอธิบายเพิ่มเติมได้อีกครับ
แนวคิดว่ามนุษย์ทุกคนที่สูญเสียสิ่งใดสิ่งหนึ่งชนิดที่หวนกลับมาไม่ได้มักปรารถนาที่จะชดเชยสิ่งนั้น
ครับตามแนวคิดเลย เช่น ชายชราคนหนึ่งไม่เคยไปเที่ยวสถานบันเทิงเลย ดังนั้นจึงคิดเสียดายในสิ่งนั้นและชดเชยด้วยการเที่ยวสถานบันเทิงอย่างหนัก
คนที่ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งมักอยากชดเชยสิ่งนั้นๆอย่างแรกกล้า แต่วิธีการชดเชยในบางครั้งก็ย่อมแตกต่างกันออกไป เช่น
-กระทำสิ่งนั้นๆอย่างหนักเพื่อชดเชยในสิ่งที่ตนเองเสีย
-ใช้คนอื่นเป็นตัวชดเชย ในกรณีนี้จะยกตัวอย่างนะครับ เช่น พ่อแม่ที่ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือมักต้องการที่จะผลักดันลูกให้เรียนสูงๆเข้าไว้เพื่อต้องการชดเชยในสิ่งที่ตนเองเสียไป ฯลฯ
ดังนั้นผมจะขอสรุปทฤษฎีนี้ว่ามีสองกรณีคือ
-ได้รับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากจนเกินไปจนเกิดความรู้สึกอยากจะชดเชยโดยการทำสิ่งตรงข้าม
-ไม่เคยได้รับสิ่งนั้นเลยจนเสียดายโอกาสของตัวเองเลยอยากจะชดเชยด้วยการทำสิ่งนั้นๆอย่างแรงกล้า
ทฤษฎีการเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน
ทฤษฎีการเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน
มนุษย์ทุกคนนั้นล้วนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันซึ่งนั่นก็คือการเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน หรือมักเปรียบเทียบขีดขวามสามารถของสิ่งต่างๆโดยเอาตัวเองเป็นมาตรฐานการวัด อย่างเช่น ชายคนหนึ่งมีความสามารถร้องเพลงเล่นดนตรีระดับหนึ่งเขาจึงมักเปรียบเทียบว่าคนที่เล่นดนตรีได้แย่กว่าเขานั้นคือพวกไม่เก่งแต่จะเปรียบเทียบว่าคนที่เล่นดนตรีดีกว่าเขาเป็นคนเก่งมีฝีมือมากซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็เป็นแค่การเปรียบที่ไร้ความหมาย มีหลายกรณีที่ยังสามารถอธิบายได้ เช่น คนที่คิดว่าตัวเองเก่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากมากแล้วมักจะมองว่าคนที่ด่อยกว่าเขาทุกคนคือคนไร้ความสามารถ ทฤษฎีนี้ไม่เพียงแต่ใช้อธิบายเรื่องความสามารถเท่านั้น หากแต่ใช้อธิบายในเรื่องฐานะศักดิ์ศรีและอายุได้อีกด้วยโดยมีตัวอย่างดังนี้
เศรษฐีคนหนึ่งมีทรัพย์สมบัติมากมายมีฐานะสูง อุปนิสัยโดยปกติของเขาจึงมักชอบดูถูกดูหมึ่นผู้ที่มีฐานะด้อยกว่า แต่สำหรับผู้ที่มีฐานะสูงกว่าเขาจะยกยอและถ่อมตน
ชายชราอายุมากคนหนึ่งคิดว่าตนมีประสบการณ์มากเพราะผ่านชีวิตมามากกว่าใครๆดังนั้นอุปนิสัยโดยปกติจึงมักจะดูหมิ่นผู้ที่อายุน้อยกว่า คิดว่ามีประสบการณ์ไม่เท่าตน แต่ถ้าพบผู้ที่มีอายุกว่าจะถ่อมตนให้ ผมพอสรุปได้ว่าเรื่องการเปรียบเทียบอายุเป็นหนึ่งในการเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานและก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไปทุกเพศทุกวัย คุณล่ะครับ คิดว่าตนเองเหนือกว่าและต้องเหนือกว่าผู้ที่อายุน้อยกว่าให้ได้ใช่มั้ย ส่วนคนที่อายุมากกว่าคุณคุณก็ไม่ค่อยให้ความสนใจว่าคุณจะเหนือกว่าเขาหรือไม่หากคุณไม่ใช่คนที่หยิ่งยโสพอ เป็นเรื่องปกติที่คนมักรับไม่ได้ที่จะให้ผู้ที่เกิดทีหลังเหนือกว่าตน
ส่วนเรื่องของศักดิ์ศรีนั้นก็เช่นกันกับเรื่องฐานะครับ ใครที่พบคนที่ศักดิ์ศรีน้อยกว่าก็มักหยิ่งยโสดูหมิ่นหรือบางคนไม่แสดงอาการแต่ในใจก็คิดว่าตนเหนือกว่าคนนี้แล้ว แต่ถ้าพบคนที่ศักดิ์ศรีสูงกว่าจะเกรงใจและนอบน้อมให้
แต่ว่าเรื่องนี้ยังมีอีกหลายประเด็นซึ่งก้ต้องคิดดูว่าประเด็นอะไรบ้าง มีตัวอย่างคนดูถูกคนอื่นให้เห็นบ่อยๆ ทีนี้ผมจะมาอธิบายเรื่องคนที่ไม่มีความสามารถอะไรเลย คนที่ไม่มีความสามารถอะไรเลยมักโดนดูหมิ่นเสมอดังนั้นเขาจึงคิดว่าจะต้องทำสิ่งหนึ่งที่เหนือกว่าคนปกติให้ได้ ในกรณีนี้ส่วนใหญ่จะเป็นไปในทางลบเช่น ตั้งแก๊งกวนเมืองเพื่อพิสูจน์ให้เห้นว่าตนสามารถทำแบบนี้ได้แต่คนอื่นทำไม่ได้ ทะเลาะวิวาทซึ่งต่างฝ่ายต่างอยากชนะเพื่อให้ได้หน้า การก่อคดีเช่นปล้นหรือขโมยแล้วทิ้งปริศนาไว้ให้ตำรวจปวดหัวนั่นก็เป็นการทำเพื่อพิสูจน์ให้เห้นว่าตนเก่งสามารถก่อคดีที่ไม่มีใครจับได้ อันนี้ผมเห็นมามาก และยังมีอีกหลายประเด็นที่ไม่สามารถอวดอ้างความสามารถของตนในด้านบวกได้ดันนั้นจึงอวดอ้างความสามารถของตนในทางลบแทน ลองติดตามข่าวสารดูสิ ก็เห็นกันอยู่ทั่วโลกเรื่องแบบนี้
ความจริงทฤษฎีนี้ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน แต่สามารถอธิบายร่วมกับทฤษฎีปมเด่นปมด้อยของอัลเฟรด แอดเลอร์ได้ตรงจุดที่ว่ามนุษย์ที่ไร้ความสามารถคือมนุษยืที่มีปมด้อยและการมีปมด้อยนี้เองที่เป็นเหตุให้มนุษย์พยายามสร้างปมเด่นขึ้นมาทดแทนในกรณีคนไร้ความสามารถก็จะทำสิ่งที่เป็นลบเพราะรู้ว่าจะมีคนสนใจมากเช่น กวนประสาทชาวบ้าน วางแผนสร้างคดีปริศนา(อันนี้คงจะมีความสามารถแต่ไม่เคยมีใครให้ความสนใจ) พวกปีนเสาไฟฟ้าแล้วโดดลงมาก็ใช่ครับ พวกนี้คือคนที่เศร้าและเหงาอยากหนักจึงอยากให้มีคนสนใจเหลียวแลอย่างมาก เพราะความไร้ความสามารถจึงไม่สามารถทำอะไรให้คนอื่นมาสนใจได้ดังนั้นจึงปีนเสาแล้วขู่ว่าจะโดดลงมา(อื่มคนแห่มาดูกันทั้งซอยแต่จะดูด้วยความรู้สึงยังไงอันนี้ก็แล้วแต่)
จิตวิทยาลูกโซ่ (WebA)
อนึ่งคำว่า “ห้าม” บางครั้งคนก็ชอบแหก เพราะคิดว่าเป็นเรื่องท้าทายและอีกอย่าง คำว่าห้ามก็แค่บอกให้คนห้ามทำสิ่งเหล่านั้น แต่ไม่ได้สอนให้คนรู้ว่าควรทำสิ่งใด ครับ การลงโทษก็เหมือนกัน ผู้กระทำผิดมักใส่ใจกับผู้คุมและวิธีการลงโทษมากกว่าใส่ใจการกระทำของตัวเอง
จิตวิทยาเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าสนใจมากครับถ้าจะใช้แก้ปัญหาสังคมเหล่านี้ แต่ก่อนจะนอกเรื่อง ผมว่าเรามาดูทฤษฎี “จิตวิทยาลูกโซ่” กันเถอะครับ
จะนิยามจิตวิทยาลูกโซ่ดังนี้นะครับ
จิตวิทยาลูกโซ่คือสภาพจิตใจหรือสุขภาพจิตที่สืบต่อมาจากปู่ย่าตายาย บิดามารดา บุตร หลานไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุดครับ มันค่อนข้ามมีความสำคัญมากต่อสังคมและประเทศชาติ ยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่ง ปู่ย่าตายายมีสุขภาพจิตดีเลี้ยงดูพ่อแม่ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ ต่อจากนั้นพ่อแม่ก็สามารถเลี้ยงดูลูกให้โตเป็นคนสุขภาพจิตดีได้และลูกก็ย่อมเลี้ยงหลายให้มีสุขภาพจิตที่ดีได้เช่นกัน ถ้าหากไม่มีอะไรผิดพลาด ครอบครัวนี้ก็จะเป็นครอบครัวที่ดีมีสุขภาพจิตที่ดีต่อไปอีกหลายชั่วอายุเป็นลูกโซ่ แต่ถ้าหากว่าระหว่างนั้นเกิดความผิดพลาดขึ้น เช่น ลูกไม่ได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่พอสมควรและเติบโตเป็นคนมีปัญหา เป็นไปได้สูงที่เขาจะเลี้ยงหลานแบบขาดความอบอุ่นและโตขึ้นเป็นคนมีปัญหาและหลานก็จะเลี้ยงเหลนแบบไร้ความรักความอบอุ่นต่อไปอีก ครอบครัวนั้นก็จะกลายเป็นครอบครัวสุขภาพจิตเสียและจะสืบทอดต่อไปอีกหลายชั่วอายุหรือตลอดไปเป็นลูกโซ่เช่นกัน
จากทฤษฎีนี้ผมพอจะสรุปปัญหาสังคมออกมาได้ว่าเกิดจากการเสื่อมสมดุลทางจิตจากคนรุ่นก่อนๆซึ่งมันก็จะถ่ายทอดมาถึงรุ่นหลังๆได้เสมือนลูกโซ่ ดังนั้นการจะแก้ไขปัญหาสังคม หลักโดยรวมๆคือการดูแล “จิตวิทยาลูกโซ่” ของทุกครอบครัวให้ดีให้สมบูรณ์และไม่มีปัญหา
แต่ผมว่าถึงแม้ว่าพ่อแม่จะสามารถเลี้ยงลูกให้ความอบอุ่นเพียงพอแต่สำหรับยุคนี้สมัยนี้มันก็ยังไม่พออยู่ดีที่จะช่วยรักษาจิตวิทยาลูกโซ่ได้เพราะว่าครอบครัวไม่ใช่สิ่งเดียวที่มีอิทธิพลต่อเด็ก ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกครับ
โรงเรียน ครับ โรงเรียนก็เช่นกันที่เป็นอีกปัจจัย เด็กบางคนที่บ้านทำดีแต่ที่โรงเรียนทำไม่ดีก็มี คงอยากประชดครูน่ะครับ เพราะในบางครั้งการลงโทษที่ทางโรงเรียนจัดมาก็รุนแรงจนเกินไปทำให้สมดุลทางจิตของเด็กเสื่อมไป เด็กที่ไม่มีความสุขในการเรียนมักจะเรียนได้ไม่ดี และมักจะขยาดการเรียนวิชานั้นๆเพราะคิดว่าวิชานั้นยากจนเกินไปแต่ในความจริงเป็นเพราะความวิตกกังวลต่างหาก หากเป็นเช่นนั้นมันก็จะเป็นปมด้อยติดตัวไปและยิ่งการพบปะของเด็กที่มีปมด้อยก็จะพอกันไปไม่ถูกทาง โตขึ้นก็เป็นไปได้สูงที่ว่าเด็กเหล่านี้จะไม่สามารถเลี้ยงลูกของตนเองอย่างอบอุ่นได้ซึ่งแน่นอนว่าจิตวิทยาลูกโซ่ของครอบครัวแบบนี้ก็จะเสื่อมสมดุลและสืบเนื่องปัญหาแบบนี้ต่อๆไปกลายเป็นครอบครัวที่ไร้ความอบอุ่น
สื่อ นี่ก็เป็นอีกปัจจัยนึงนะครับที่จะทำให้เกิดการเสื่อมสมดุลทางจิตวิทยา พ่อแม่บางคนถึงจะเลี้ยงลูกมาดีบางครั้งก็ไม่สามารถสอนให้เด็กรู้จักยับยั้งชั่งใจได้ หรือบางคนเล่นตามใจจนเด็กเคยตัว บางคนที่ฐานะไม่ดีพอก็พยายามแกล้งเบี่ยงเบนความสนใจ อย่าดูถูกว่าเด็กไม่รู้นะครับ บางครั้งอาจเข้าใจผิดคิดว่าพ่อแม่ไม่รักก็ได้ เรื่องของสื่อที่มีอิทธิพลนี่ก็ได้แก่ของจิปาถะต่างๆเช่น มือถือ มอเตอร์ไซ กล้อง เรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหานักหากพ่อแม่รู้จักจิตวิทยาในการสอนลูกให้ยับยั้งชั่งใจได้ แต่ครอบครัวที่ให้ความอบอุ่นเต็มที่ที่ไม่รู้วิธีการสอนเด็กให้ยับยั้งชั่งใจก็จะเกิดปัญหาครับ บางคนบอกว่าสมัยก่อนไม่เห็นมีปัญหาแต่ทำไมสมัยนี้จึงมี คำตอบก็คือสมัยก่อนไม่มีสื่อมากมายขนาดนี้ ดังนั้นปู่ย่าตายายจึงสบายกันเพราะไม่ต้องไปกังวลว่าเด็กจะไปติดสื่ออะไรเพราะสมัยก่อนอย่างมากก็แค่มีวิทยุตัวเดียวนั่งฟังกันสิบกว่าคนแหละครับ มันไม่เหมือนสมัยนี้ สื่อยิ่งมากเราก็ยิ่งต้องรู้จิตวิทยาให้มากๆเพื่อเอาไปสอนเด็กๆ ไม่แน่ว่ายุคต่อไปสื่อที่ว่านี้จะยิ่งรุนแรงกว่านี้หรือไม่ หากเด็กยุคนี้ไม่สามารถควบคุมตนเองได้และหลงไปตามสื่อ ยุคหน้าคงไม่ต้องพูดล่ะครับเพราะเด็กยุคเราที่มัวหลงสื่อคงทำอะไรไม่ถูกหากเผชิญกับยุคต่อไปที่ลูกๆของพวกเขายิ่งบ้ากว่าเก่า ซึ่งนั้นล่ะจิตวิทยาลูกโซ่ของแทบทุกครอบครัวจะเสื่อมสมดุลตลอดกาล
ชุมชน ต้องยอมรับกันนะครับว่าวิถีชีวิตของแต่ละชุมชนแตกต่างกัน ชุมชนนี่แหละที่มีอิทธิพลต่อคนทุกเพศทุกวัย แต่เรื่องนี้ก็ไม่น่าจะมีอะไรมาก เพราะวิถีชีวิตของชุมชนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเท่ากับในเมือง ปัญหาชุมชนมันเป็นปัญหาต่อเนื่องจากการเสื่อมสมดุลทางจิตวิทยาลูกโซ่ของหลายครอบครัวครับ บางครอบครัวเล่นแค้นกันมาตั่งแต่รุ่นปู่ย่าตายายมาถึงรุ่นหลานก็ยังแค้นกันอยู่ ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วย่อมแก้ไขยากโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนสูงวัยเพราะสิ่งเหล่านี้ได้ฝังลึกลงในใจเสียแล้ว แต่เราก็ไม่ควรไปสนับสนุนให้ลูกหลายสานต่อความแค้นของเรานะครับ
รูปแบบของจิตวิทยาลูกโซ่
จิตวิทยาลูกโซ่อธิบายได้หลายหลายรูปแบบมากตามตาคนจะเอาไปประยุคใช้ แต่สำหรับผมจะอธิบายแบบพอสังเขปดังนี้
จิตวิทยาลูกโซ่แบบครอบครัว เป็นสภาพจิตใจคนคนรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่งไปเรื่อยๆทอดยาวกันเป็นลูกโซ่ซึ่งการสืบต่อสภาพจิตใจอาจเป็นได้ทั้งทางบวกและทางลบดังที่กล่าวไว้แล้ว
จิตวิทยาลูกโซ่ศิษย์อาจารย์ นี่ก็คล้ายกัน หากแต่ต่างกันตรงที่เปลี่ยนจากปู่ย่าตายายพ่อแม่เป็นอาจารย์ใหญ่ อาจารย์และศิษย์ไปเรื่อยๆซึ่งการสอนในบางครั้งก็มีอิทธิพลต่อเด็กที่จะเป็นครูในอนาคต ครูที่ถูกสอนมาไม่ได้เรื่องย่อมสอนศิษย์ไม่ได้เรื่อง
จิตวิทยาลูกโซ่แบบชุมชน เป็นการสานต่อสภาพจิตโดยรวมของชุมชนจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง หากชุมชนนั้นอยู่ดีมีสุข ลูกหลานในชุมชนก็จะสานต่อให้เป็นชุมชนมีสุขสืบต่อไปอีกหลายรุ่นเป็นลูกโซ่ แต่ถ้าวิถีชีวิตชุมชนตรงข้ามกันยังไงลูกหลานก็จะสืบสานต่อให้เป็นอย่างนั้น
สรุป จิตวิทยาลูกโซ่คือหลักจิตวิทยาที่ว่าด้วยการสานต่อสุขภาพจิตจากรุ่นสู่รุ่นไปเรื่อยๆหลายรุ่นเป็นลูกโซ่ซึ่งการสานต่อสุขภาพจิตอาจเป็นได้ทั้งทางบวกและทางลบ ถ้าเป็นทางลบผมจะขอเรียกว่าจิตวิทยาลูกโซ่ที่เสื่อมสมดุล
อย่าลืมนะครับว่าทุกอย่างล้วนอยู่บนความไม่แน่นอน ครอบครัวที่สุขภาพจิตไม่ดีต่อเนื่องเป็นลูกโซ่หลายชั่วอายุอาจพบบุคคลที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงผลให้เป็นตรงข้ามได้ ในขณะที่ครอบครัวที่มั่นใจว่าพวกตนเองดีมาตลอดอาจพบจุดพลิกผันได้หากประมาท จิตวิทยาเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมากและผู้ที่จะใช้จิตวิทยาในเชิงสร้างสรรค์ได้มีประสิทธิภาพก็ต้องเป็นผู้ที่มีพื้นฐานทางสุขภาพจิตดีเช่นกัน ปัญหาสังคมย่อมแก้ได้แต่ต้องรู้จักแก้ที่ตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก ดังนั้นเราจึงควรทำตัวเราให้เป็นพลเมืองทีดีก่อนที่จะแก้ไขปัญหาสังคมครับ่